All Posts tagged บริบาล

ตอนที่205: Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD

Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้ง

พยาธิสภาพ(Palpation)

          พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่หลอดลมขนาดใหญ่ หลอดลมขนาดเล็กและเนื้อปอด ที่หลอดลมขนาดใหญ่พบว่าต่อมเมือก(Submucosal gland) จะมีขนาดที่โตขึ้น โดยจะพบว่าอัตราส่วนระหว่าง glandular layer ต่อความหนาของผนังหลอดลม (ซึ่งเรียกว่า Reid  index) จะมีค่ามากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า goblet cell จะมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของต่อมขับเมือกและ goblet cell นี้ทำให้มีการสร้างเสมหะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่สำคัญของภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) ที่หลอดลมขนาดเล็กพบว่ามีการอักเสบโดยพบเซลล์อักเสบ (inflammation cell) โดยเฉพาะ mononuclear cell มารวมกัน มีเสมหะอุดตันหลอดลม (mucus plug) และมีกล้ามเนื้อผนังหลอดลมโตขึ้น-พบบริเวณเนื้อปิดในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้งจะพบว่าอาจมีการโป่งพองของ respiration bronchiole และมีการทำลายของ alveolar wall ซึ่งเป็นลักษณะของถุงลมโป่งพอง (Empllysema)

พยาธิกำเนิด(pathogenesis)

เมื่อผู้ป่วยสูดสารระบายเคืองเช่น ควันบุหรี่เข้าไปในหลอดลม สารระคายเคืองเหล่านี้จะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นในหลอดลม เนื้อปอด และเส้นเลือด โดยพบว่าเซลล์ neutrophils, macrophages, T lymphocytes (CD8+) เพิ่มขึ้นซึ่งจะแตกต่างจากการอักเสบที่เกิดขึ้นในหลอดลมของผู้ป่วยโรคหืดที่จะพบว่าเซลล์ eosinophils, CD4+ T lymphocytes, mast cell การอักเสบนี้จะทำให้มีการหลั่งเอนไซน์เช่น protease ออกมา ทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อปอดและมีการซ่อมแซมเกิดขึ้นทั้งในหลอดลม เนื้อปอด และเส้นเลือด ซึ่งทำให้เกิดพยาธิสภาพ

พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)

          จากการผิดปกติของหลอดลมและถุงลมปอดดังที่กล่าวมาจะทำให้มาอุดกั้นทางเดินหายใจโดย

1.การสร้าง mucus มากกว่าปกติ ร่วมกับการทำงานของ cilia ที่ทำหน้าที่ผิดไป ทำให้ผู้ป่วยไอเรื้อรั้ง และมีเสมหะ ซึ่งอาจเป็นอาการนำของโรคก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอื่นๆ

2.การตีบของหลอดลมร่วมกับการตีบของ elastic recoil ของเนื้อปอด ทำให้เกิด air flow limitation และ air trapping

3.การตีบของหลอดลม การทำลายของเนื้อปอดและหลอดเลือด จะรบกวนการและเปลี่ยนก๊าซ ทำให้เกิดภาวะ hypoxemia และ hypercapnia ตามมา ซึ่งอาจทำให้เกิด pulmonary hypertensionและ corpulmonale ในที่สุด

การวินิจฉัยปอดอุดกั้นเรื้อรั้ง

ต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ

ประวัติ (History Taking)

          มักจะมีประวัติสูบบุหรี่มานานมักจะมากกว่า 20 ปีขึ้นไป อาการสำคัญที่จำนะผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรั้งมาพบแพทย์คือ

-อาการเรื้อรั้ง ผู้ป่วยCOPDมักจะไอมีเสมหะมาเป็นเวลานาน

-มักจะไอมากตอนตื่นเช้า โดยมีเสมหะสีขาวจำนวนไม่มากนักประมาณ 3-5 คำต่อวัน การไอเกิดขึ้นช้าๆ ผู้ป่วยมักจะไม่สังเกตว่าผิดปกติจึงไม่ค่อยมาพบแพทย์ ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการติดเชื้อซึ่งทำให้เสมหะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและมีจำนวนมากขึ้น บางครั้งจะมีการหายใจลำบาก และหายใจมีเสียงวี้ด (wheezing) ร่วมด้วย บางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีไอเป็นเลือดปนเสมหะออกมาได้ แต่เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นถ้าผู้ป่วยมีไอเป็นเลือดจะต้องคิดถึงว่าอาจจะมีมะเร็งปอดร่วมด้วยเสมอ โดยปกติผู้ป่วยCOPDมักจะไอเสมหะไม่มากเท่าไหร่ ถ้ามีเสมหะจำนวนมากๆ เช่น ครึ่งแก้ว/วัน จะต้องนึกถึงภาวะหลอดลมโป่งพอง (Bronchiectasis) ร่วมด้วยเหนื่อยง่าย อาการเหนื่อยง่าย อาการเหนื่อยง่ายมีการปรับตัวโดยการลดกิจกรรมที่ต้องออกแรง

การซักประวัติควรซักถึงความรุนแรงของการเหนื่อยง่ายโดยใช้คำถามที่เกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยองสมาคมแพทย์อเมริกัน (ATS shortness of breath scale) ซึ่งอาจจะแบ่งระดับความรุนแรงเป็น 5 ระดับ คือ

ระดับ 0 คือ ปกติไม่มีเหนื่อยง่าย

ระดับ 1 คือมีความเหนื่อยง่ายเมื่อเดินเร็วขึ้นทางชัน

ระดับ 2 คือ เดินในพื้นราบไม่ทันเพื่อนเพราะเหนื่อยหรือต้องหยุดเดินเป็นพักๆ

ระดับ 3 คือ เดินได้น้อยกว่า 100 หลา หรือขึ้นบันได 1 ชั้นเหนื่อย

ระดับ 4 คือ เหนื่อยง่ายเวลาทำกิจวัตรประจำวัน เช่น  ใส่เสื้อผ้า อาบน้ำ แต่งตัวจนไม่สามารถออก

นอกบ้านได้

การตรวจร่างกายทางกายภาพบำบัด

  1. การตรวจร่างกายจะพบความผิดปกติมากน้อยขึ้นกับความรุนแรงของโรคในระยะแรก ๆ ของโรคการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติเลยได้ เมื่ออาการมากขึ้นอาจจะตรวจพบลักษณะ ของการอุดกั้นทางเดินหายใจคือ มีเสียง Wheeze เมื่อหายใจออกแรง ๆ และเวลาที่ใช้ในการ หายใจออกจะยาวขึ้น ซึ่งจะตรวจได้ง่าย ๆ โดยการใช้ strethoscope ฟังบริเวณลำคอแล้วให้ ผู้ป่วยหายใจออกเต็มที่ ถ้าระยะเวลาที่หายใจออก (force expiratory time) เกิน 6 วินาที แสดงว่ามี การอุดกั้นทางเดินหายใจ
  2. ในผู้ป่วยที่มีถุงลมปอดโป่งพองมาก อาจจะตรวจพบว่ารูปร่างทรวงอกเป็นรูปทรงกลม คล้ายถังเบียร์ (Barrel shape) เคาะโปร่งและเสียงหายใจ (breath sound) เบา ในผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจจะได้ยินเสียง mid-inspiratory crackle
  3. การตรวจพบการใช้ accessory muscle ในการหายใจและการทำปากห่อ (pursed-lips breathing) บ่งบอกว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจขั้นรุนแรง ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการของหัวใจซีกขวาล้มเหลวได้ ซึ่งจะตรวจพบว่ามี central cyanosis, ขาบวม, ตับโต, เส้นเลือดดำที่คอโป่ง
  4. การตรวจพบนิ้วปุ้ม(clubbing of finger) ในผู้ป่วย COPD ต้องนึกถึงสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น มะเร็งปอด, หลอดลมพอง เพราะว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยปกติไม่ทำให้เกิดภาวะนิ้วปุ้ม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (CXR)

ควรทำ CXR ทุกรายถึงแม้ว้า CXR จะไม่ค่อยช่วยในการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มากนักเพราะว่ากว่าจะพบว่าภาพรังสีทรวงอกผิดปกติก็จะต้องเป็นโรคในขั้นรุนแรงแล้ว แต่ CXR ก็จะช่วยบอกว่ามีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือเปล่า เช่น มะเร็งปอด วัณโรคปอด เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นถุงลมปอดโป่งพองเล็กน้อยการทำ CXR มักจะปกติ เมื่อมีถุงลมปอดโป่งพอง มากขึ้น CXR จะพบว่ากระบังลมต่ำลงและความโค้งของกระบังลมจะลดลง ในท่า lateral CXR จะพบ retrosternal airspace เพิ่มขึ้น ส่วนในผู้ป่วยหลอดลมอักเสบเรื้อรังจะพบว่า lung marking เพิ่มขึ้นได้

  • Computed tomography (CT)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง high resolution CT สามารถให้การวินิจฉัยโรคถุงลมปอดโป่งพองได้ ดีกว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอก แต่เนื่องจากว่าค่าตรวจแพงมาก

  • การตรวจสมรรถภาพปอด (Lung function measurement)

จำเป็นมากในการดูแลผู้ป่วยหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง เพราะใช้ ในการวินิจฉัยโรค ใช้ในการประเมินความรุนแรงของโรค ใช้ในการติดตามผลการรักษาและช่วย บอกการพยากรณ์โรคได้ด้วย การตรวจสมรรถภาพปอดสามารถทำได้หลายวิธี   ได้แก่

3.1) การตรวจสไปโรเมตรี (Spirometry)

3.2) การวัด Static lung volume โดยปกติ ในผู้ป่วยหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังจะพบว่า total lung

capacity (TLC), functional residual capacity (FRC), residual volume (RV) และ

RV/TLC เพิ่มขึ้น ส่วน inspiratory capacity (IC) จะลดลง ถ้ามีภาวะ Restrictive lung

disease ร่วมด้วยค่า TLC, FRC, RV ลดลง ส่วนRV/TLC จะ ปกติหรือต่ำลง

3.3) Diffusing capacity (DLco)

ความสามารถในการซึมผ่านของ Carbon Monoxide ค่า DLco จะขึ้นกับพื้นที่ผิวที่มีการ แลก

เปลี่ยนก๊าซในปอด   ผู้ป่วยที่มีถุงลมปอดโป่งพองจะมีพื้นที่ผิวของถุงลมที่ใช้ในการ แลก

เปลี่ยนก๊าซลดลง ดังนั้นค่า DLco จะลดลง

3.4) การวัดระดับก๊าซในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas tensions)

โรครุนแรงขึ้น อาจจะพบ moderate hypoxemia และ hypercapnia ได้ ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ที่ต้อง

ให้ long term oxygen therapy

3.5) การทดสอบระหว่างการออกกำลังกาย (Exercise testing)

3.6) การตรวจการหายใจระหว่างการนอนหลับ ( sleep study or polysomnography)

จะใช้เพื่อตรวจหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ(sleep apnea) ซึ่งในคนไข้โรคปอดอุดกั้น

เรื้อรังอาจจะภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ(sleep apnea)ร่วมด้วยได้

 

การรักษาทางการแพทย์

          ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังประกอบด้วย ยาขยายหลอดลม สเตียร์รอยด์

ยาละลายเสมหะ และยาอื่นๆ

ยาขยายหลอดลม  (Bronchodilator)

ยาขยายหลอดลมเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยาขยายหลอดลมจะ ออกฤทธิ์โดยการทำให้กล้ามเนื้อของหลอดลมคลายตัว จะทำให้รูของหลอดลมมีขนาดโตขึ้น ทำให้ลมที่เป่าออกจากปอดออกได้ด้วยความเร็วที่มากขึ้นและออกได้ปริมาณมากขึ้น

-Glucocorticosteroids

ยากลุ่ม glucocorticosteroids มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบที่ดีมาก ยากลุ่มนี้ได้ผลดีมากใน ผู้ป่วยโรคหืดและเป็นยาหลักในการรักษาโรคหืด แต่การใช้ corticosteroids ในผู้ป่วย COPD ยังมี ข้อถกเถียงกันอยู่

-ยาละลายเสมหะ  (Mucolytic)

ผู้ป่วยหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังมักจะมีเสมหะเหนียวทำให้มีการอุดกั้นทางเดินหายใจมาก ขึ้น นอกจากนี้ การที่มีเสมหะเหนียวในหลอดลมจะทำให้มีเชื้อโรคอาศัยอยู่เป็นประจำและทำให้ เกิดการติดเชื้อเป็นครั้งคราวได้บ่อย ๆ ซึ่งการติดเชื้อแต่ละครั้งก็จะทำให้สมรรถภาพปอดเสื่อมลงไปมากขึ้นไปอีก ดังนั้น การกำจัดเสมหะจึงเป็นสิ่งสำคัญยาที่ใช้กันมาก ได้แก่ ยาในกลุ่ม  mucolytic ซึ่งจะช่วยในการแยกสลายของ mucoproteins เช่น N-acetylcysteine หรือยาในกลุ่ม mucoregulators ซึ่งลดความหนืดของเสมหะ เช่น ambroxol

การรักษาทางกายภาพบำบัด

1.การจัดท่าระบายเสมหะ (Postural Drainage)

2.การเคาะ (Percussion) หรือ การสั่นปอด (Vibration) เพื่อให้เสมหะร่อนระบายง่ายขึ้น ทำให้การ

รักษาได้ผลดีขึ้น

3.การฝึกหายใจ (Breathing Exercise) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและทำให้การถ่ายเทอากาศดีขึ้น

 

4.การบริหารหัวไหล่และลำตัวในท่าต่างๆ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของทรวงอกและช่วยถ่ายเทอากาศ

ได้ดีขึ้น

5.การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Rehabilitation)

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

More

ตอนที่204: ข้อบ่งชี้ของการใช้กายอุปกรณ์ประคองขาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตอนที่204: ข้อบ่งชี้ของการใช้กายอุปกรณ์ประคองขาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ข้อบ่งชี้ของการใช้กายอุปกรณ์ประคองขาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

1.เท้าตก (Foot-drop)

                โรคหลอดเลือดสมองมักทำให้เสียสมดุลในการควบคุมข้อเท้าจึงมักมีเท้าตก เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่กระดกข้อเท้าขึ้นอ่อนแรงมากกว่ากล้ามเนื้อที่กระดกข้อเท้าลง ร่วมกับมีการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อน่องร่วมด้วย ให้ก้าวเท้าพ้นพื้นใน swing phase ผู้ป่วยต้องเหวี่ยงขาไปด้านข้างหรือยักตะโพกขึ้น แทนที่จะก้าวไปตรงๆ ในกรณีที่มีเท้าตกอย่างเดียวและมีการเกร็งกระตุกไม่มากนัก ใช้ posterior leaf spring อย่างเดียวก็เพียงพอที่จะประคองเท้าให้ก้าวพ้นพื้นได้ แต่ในรายที่มีปัญหา mediolateral instability ร่วมด้วย อาจต้องใช้แบบ solid-ankle plastic orthosis หรือใช้ AFO ชนิดโลหะ ซึ่งจะเลือกข้อโลหะแบบ Klenzak หรือแบบ double-action ก็ได้ โดยใช้ควบคู่กับสายรัดต่างๆ

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าการใช้สปริงช่วยในการทำ dorsiflexion อาจกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกมากขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่าไม่ค่อยเป็นปัญหามากนัก หากกล้ามเนื้อไม่เกร็งมากจนกระทั่งข้อเท้ากระดกขึ้นไม่ถึง 90 องศา

  1. ข้อเข่าทรุด (Knee Bucking)

                การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ Knee extensors ทำให้ข้อเข่าพับลงในช่วงที่ลงน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มีกำลังของกล้ามเนื้อกลุ่ม hip extensors และมีการทรงตัวดีพอ จึงจะพิจารณาใช้กายอุปกรณ์ช่วยในการเดิน โดยทั่วไปมักแก้ปัญหาเข่าทรุดโดยใช้ AFO บังคับไม่ให้ข้อเท้ามี dorsiflexion ซึ่งเท่ากับยึดส่วนต้นของกระดูก tibia ไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ประกอบกับกล้ามเนื้อ hip extensors ดึงกระดูก femur มาทางด้านหลังจึงช่วยให้เข่าเหยียดได้

204

 

  1. ข้อเข่าแอ่น (Genu Recurvatum)

                การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ Knee extensors จะทำให้ข้อเข่าแอ่นไปข้างหลังในขณะที่ลงน้ำหนัก ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการแอ่นมากขึ้นคือข้อเท้ายึดติดในท่า plantar flexion การรักษาทำได้โดย การออกกำลังกายกล้ามเนื้อกลุ่ม Knee extensors ให้แข็งแรงแก้ไขข้อเท้าที่ยึดติดและใช้กายอุปกรณ์แบบ double-action หรือแบบ solid-ankle บังคับไม่ให้ข้อเท้ากระดกทั้งขึ้นและลง

204 1

สำหรับ knee-ankle-foot orthosis (KAFO) หรือ long leg brace มีที่ใช้น้อยมาก เนื่องจากมีขนาดใหญ่เทอะทะ มีน้ำหนักมาก สวมใส่มาก และใช้พลังงานในการเดินมาก อาจพิจารณาใช้ในกรณีที่มีการหย่อนยานของเอ็นภายในเข่าหรือรอบเข่า เช่น เคยมีเอ็นเข่าฉีกขาดหรือเป็นโรครูมาตอยด์ หรือใช้ตอนเริ่มฝึกเดินช่วงสั้นๆ ถ้าพิจารณาใช้ KAFO ควรเลือกแบบข้อเข่าล๊อคในท่าเหยียดตรง เพื่อป้องกันเข่าทรุด

การตรวจสอบ AFO

                หลังจากจัดทำกายอุปกรณ์ประคองขาให้ผู้ป่วยแล้ว ก่อนให้ใช้ต้องตรวจสอบว่ามีลักษณะตรงตามที่สั่งและสวมได้พอดีหรือไม่ ที่สำคัญคือตำแหน่งของข้อโลหะซึ่งต้องอยู่ในระดับและระนาบที่ใกล้เคียงกับข้อจริง ข้อโลหะด้านในต้องตรงกับตำแหน่ง medial malleolus และข้อโลหะด้านนอกต้องอยู่ตรงกับ lateral malleolus ซึ่งต่ำกว่า medial malleolus เล็กน้อย แกนโลหะที่อยู่ขนาบด้านข้างของขาต้องอยู่ประมาณกึ่งกลางของระยะหน้าหลัง แถบรัดน่องต้องอยู่ต่ำกว่าหัวกระดูก fibular อย่างน้อย ¾ นิ้วฟุต เพื่อไม่ให้กดเส้นประสาท common peroneal

ควรตรวจสอบระหว่างที่เดินด้วยว่ามีการขยับหรือเลื่อนหรือไม่ มีจุดกดเจ็บตรงไหนบ้างและที่สำคัญคือต้องประเมินว่ากายอุปกรณ์ดังกล่าวช่วยให้เดินได้ดีขึ้นหรือไม่ นอกจากดูว่าแก้ปัญหาการเดินที่มีอยู่ได้หรือไม่แล้ว ให้ดูด้วยว่าช่วยให้เดินได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

การใช้ AFO ทั้งแบบพลาสติกและแบบโลหะจะช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้เร็วขึ้น เนื่องจากอัตราการใช้พลังงานลดลง พบว่าความเร็วในการเดินที่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกรู้สึกสบายที่สุด (comfortable speed) ช้ากว่าคนปกติประมาณร้อยล่ะ 46 แต่เมื่อใช้ AFO จะเดินช้ากว่าคนปกติร้อยล่ะ 39

204 3

การใช้งาน

                ในการใช้ AFO แบบพลาสติก ต้องสวมไว้ในรองเท้า ซึ่งอาจเป็นรองเท้าหนังหรือรองเท้าผ้าใบหุ้มส้นหรือรองเท้าสานรัดส้นที่มีสายด้านบนด้วย รองเท้าแบบหลังนี้มีข้อดีคือสวมใส่ง่ายและไม่อับเหงื่อ ไม่แนะนำไม่ให้ใช้ AFO โดยไม่สวมรองเท้า เนื่องจากพื้นพลาสติกลื่นมาก ถ้าเป็นไปได้ควรสอนให้ผู้ป่วยสวมใส่ได้เองด้วย ทั้งนี้ต้องตรวจสอบความจำเป็นของการใช้กายอุปกรณ์ประคองขาเป็นระยะๆ เนื่องจากอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางคลินิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะที่ยังมีการฟื้นตัว

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่203: ข้อควรระวังและข้อห้ามของการใช้ความร้อนในการรักษา

ข้อควรระวังและข้อห้ามของการใช้ความร้อนในการรักษา

ข้อควรระวัง

1.การให้ความร้อนเฉพาะส่วน (local heating) ที่มากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อนั้นๆได้ (tissue damage, cell death) โดยสัญญาณหนึ่งของผลจาก cell death คือการเกิดตุ่มน้ำพองใส (blister) เกิดจากน้ำภายในเซลล์ออกมาสู่นอกเซลล์

2.ทั้งนี้ความพิจารณาถึงความร้อนที่ใช้ (intensity) ระยะเวลา (duration) การระบายอากาศ ณ บริเวณที่ทำการรักษา (ventilation) และการไหลเวียนเลือด (circulation) ของผู้ป่วยว่าปกติหรือไม่

ข้อห้าม

1.ไม่ทำการรักษาในผู้ป่วยที่มีปัญหาการรับความรู้สึกน้อยลงหรือผิดปกติ

2.ไม่ทำการรักษาในส่วนที่มีการไหลเวียนน้อย หรือในผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือด

3.ไม่ทำการรักษาในผู้ที่มีผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่ายหรือผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด

4.ไม่ทำการรักษาในบริเวณที่มีการชโลมหรือทาน้ำมันหรือทายาที่ให้ความร้อน

5.ไม่ทำการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง

6.ไม่ทำการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บในระยะเฉียบพลัน

7.ไม่ทำการรักษาในบริเวณที่มีการติดเชื้อในส่วนที่จำทำการรักษา

8.ไม่ทำการรักษาในผู้ที่มีปัญหาในการสื่อสารหรือภาษา

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่202: การออกกำลังกายที่ปลอดภัยในระยะตั้งครรภ์

การออกกำลังกายที่ปลอดภัยในระยะตั้งครรภ์

1.ปฏิบัติสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ไม่ควรหักโหมจนเกินไป

2.หลักเลี่ยงการงอหรือการยืดข้อต่อมากเกินไป และไม่ควรกระทำโดยผู้อื่น

3.จำกัดเฉพาะการออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนักน้อย หยุดปฏิบัติทันทีเมื่อรู้สึกเริ่มเหนื่อย ใช้เวลาแต่ละครั้ง 15-20 นาที สำหรับในรายที่ไม่เคยออกกำลังกายก่อนตั้งครรภ์ และ 30 นาทีในรายที่เคยออกกำลังกายก่อนตั้งครรภ์

4.หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้บาดเจ็บ การฉุดกระชาก การกระโดด การเปลี่ยนท่าที่ไม่ทันตั้งตัว ควรออกกำลังกายบนพื้นไม้หรือพรม

5.อย่าเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากเกินไป

6.หลีกเลี่ยงอยู่ในท่าหลังแอ่น หรือก้มศีรษะต่ำกว่าระดับกระเพาะอาหาร

7.ให้หยุดพักระหว่างการออกกำลังกายบ่อยๆและดื่มน้ำมากๆ

8.หลังไตรมาสแรกควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่านอนหงายและค่อยๆลุกจากพื้น

9.การเต้นของหัวใจไม่ควรเกิน 140 ครั้งต่อนาที และไม่ควรนานกว่า 15 นาที

10.ควรควบคุมอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้สูงเกินไปด้วยการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ไม่ควรออกกำลังกายในสถานที่ที่มีอากาศร้อนชื้น และเมื่อมีไข้

11.ระวังเรื่องการทรงตัว (เพราะจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายคุณจะเปลี่ยนไปในช่วงตั้งครรภ์)

12.ไม่ควรเล่นกีฬาที่มีการแข่งขัน การปะทะ หรือมีแรงกระแทกสูง เช่น วิ่ง ขี่ม้า สกี ดำน้ำ เป็นต้น

13.หยุดออกกำลังกายทันทีที่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น รู้สึกวิงเวียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เป็นตะคริว เหนื่อยหมดแรง หรือร้อนเกินไป เป็นต้น

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่201: การใช้ไม้เท้า (Cane) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตอนที่201: การใช้ไม้เท้า (Cane) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การใช้ไม้เท้า (Cane) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

            เป็นเครื่องช่วยเดินที่มีจุดสัมผัสร่างกายเพียงหนึ่งจุด การถือไม้เท้าให้ถือด้านตรงข้ามกับข้างที่เป็นอัมพาต ใช้ในผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวเพียงเล็กน้อย หรือมีกล้ามเนื้อ hip abductor อ่อนแรง ไม้เท้าที่ยันอยู่ที่พื้นจะป้องกันไม่ให้ลำตัวเอียงไปด้านตรงข้ามเมื่อขาข้างที่เป็นอัมพาตเหยียบพื้น ไม้เท้าช่วยเดินมีแบบสี่ขา สามขา และขาเดียว เพิ่มความมั่นคงจากมากไปหาน้อย ระยะแรกควรเลือกใช้แบบที่มีฐานรองรับน้ำหนักกว้างที่สุดก่อน เมื่อทรงตัวดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นแบบขาเดียว ซึ่งใช้ได้สะดวก ไม่เกะกะ ความสูงของไม้เท้าที่เหมาะสมคือความสูงที่เมื่อจับไม้เท้าแล้วบ่าทั้งสองข้างอยู่ในระดับปกติ ไม่ลู่ลงหรือยักขึ้น ในขณะที่ข้อศอกงอประมาน 30-40 องศา หรือเท่ากับความสูงจากส้นเท้าถึง greater trochanter

 

201

  • Quadripod cane ฐานกว้าง
  • Quadripod cane
  • Single cane

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

More