All Posts tagged ผู้สูงอายุ

ตอนที่195: การจัดการทางกายภาพบำบัดในเด็กที่มีภาวะเกร็ง

การจัดการทางกายภาพบำบัดในเด็กที่มีภาวะเกร็ง

(Physical Therapy Management in Children with Spasticity)

ความหมายและกลไกทางระบบประสาทของ Spasticity

  1. มี Stretch reflex แรงกว่าปกติ
  2. แขนขามีท่าทางที่ผิดปกติ
  3. กล้ามเนื้อกลุ่ม antagonist หดตัวมากเกินปกติ
  4. มีการเคลื่อนไหวร่วม(associated movement) เกิดขึ้น
  5. มี clonus
  6. การเคลื่อนไหวรูปแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำๆ(stereotyped movement synergies)

แรงตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติแบ่งตาม tone spectrum  แบ่งออกเป็น

  1. flaccidity หมายถึง แรงตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลงอย่างสมบูรณ์
  2. hypotonicity หมายถึง ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง จะพบในผู้ป่วยที่มีรอยโรคบริเวณ spinocerebellum ผู้ป่วยระบบประสาทและเด็กดาวน์ซินโดรม
  3. normal muscle tone หมายถึง ความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงความยาวของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับปกติ ประกอบด้วย – non-neural component คือความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งต้านทานต่อการ เปลี่ยนแปลงความยาว

–  neural components คือ จะแสดงระดับของ motor unit activity, stretch reflex ซึ่งต้านทานการเปลี่ยนแปลงความยาวของกล้ามเนื้อ

 

การตรวจประเมินภาวะ Spasticity ในทางคลินิก

การเมินทางคลินิกของภาวะ spasticity อย่างถูกต้องนักกายภาพบำบัดควรเข้าใจทั้งความหมายและการวิเคราะห์ผลควบคู่ไปกับอาการของ upper motor neuron ที่เกิดกับผู้ป่วยเด็กแต่ละคน ความเชื่อมต่อของภาวะ spasticity กับความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มอาการทาง upper motor neuron นักกายภาพบำบัดจึงไม่ควรตรวจประเมิน spastic จาก passive movement เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินความผิดปกติของ postural tone, postural alignment, voluntary movement และ positional stability ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวและทักษะการทำหน้าที่ต่างๆในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

นักกายภาพบำบัดสามารถตรวจประเมิน spasticity ในเด็ก CP โดยสังเกตจาก

  1. แนวแรงของร่างกาย (alignment) : โดยสังเกตแนวแรงของร่างกายที่เปลี่ยนไปในการเคลื่อนไหวแต่ละท่าทางหรือสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงท่าทางของร่างกายโดยอาศัยแรงโน้มถ่วง เช่น สังเกตท่าทางการเดินรูปแบบของ crouched postural pattern โดยใช้ความรู้ด้านกลศาสตร์การเคลื่อนไหวมาร่วมการประเมินด้วยจะช่วยให้การวางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้น รูปแบบการเดินของเด็ก CP อาจเดินแบบ hip flexion-internal rotation ร่วมกับมีการงอเข่า แอ่นเข่า หรือเข่าอยู่ในท่าปกติก็ได้หรือเดินแบบหย่อนตัวงอเข่างอสะโพก(crouch gait)เมื่อนำมาวิเคราะห์การเดินทั้ง kineticsและkinematic พบว่าผลของการงอเข่าทำให้มีการกระดกข้อเท้าเพิ่มมากขึ้น แกว่งแขนและมีการเคลื่อนไหวของลำตัวในแนว vertical มากขึ้น ซึ่งทำให้เห็นว่าเด็กCP แต่ละคนมีการเดินที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นส่วนใหญ่
  2. การใช้กลยุทธ์การเคลื่อนไหว(movement strategies) : ปัญหาของการบกพร่องด้านการประสานสัมพันธ์การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ movement strategies คือ ความผิดปกติของเวลาการเคลื่อนไหวท่าทาง(timing problems) และความผิดปกติของสัดส่วนหรือปริมาณการเคลื่อนไหวท่าทาง(scaling problems)

2.1  Timing problems : โดยทั่วไปความผิดปกติของการควบคุมท่าทางไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่สามารถสร้างแรงได้เพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการขาดประสิทธิภาพเรื่องเวลาที่ทำให้เกิดแรงด้วย เช่น เด็กสมองพิการไม่สามารถตอบสนองต่อการทรงท่าขณะถูกทดสอบการทรงตัวได้เหมือนเด็กปกติหรือหากทำได้ย่อมทำได้ช้าหรือการเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนท่าทางเด็กมักใช้เวลานาน

2.2  Scaling problems : การคงสภาพสมดุลการทรงท่าต้องอาศัยแรงในการควบคุมท่าทางของร่างกายในที่ว่างโดยมีสัดส่วนหรือปริมาณของแรงพอเหมาะต่อความมั่นคงที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่ากล้ามเนื้อที่มีขนาดเหมาะสมมักตอบสนองต่อการถูกกวนระบบการทรงท่าเพียงเล็กน้อยยังคงสามารถรักษาสมดุลไว้ได้ซึ่งในคนปกติจะใช้กลไกข้อมูลในการคาดการณ์ร่วมกับกลไกในการป้อนกลับเพื่อจัดปริมาณแรงที่จำเป็นต่อการเกิดท่าทางที่มั่นคงซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้าของcerebellum ดังนั้นเด็กสมองพิการจะมีรอยโรคบริเวณสมองส่วนนี้

  1. ปัญหาในการปรับปรุงการเคลื่อนไหวให้เหมาะสม(motor adaptation problems) : การควบคุมท่าทางตามปกติต้องอาศัยความสามารถในการปรับปรุงการตอบสนองให้เหมาะสมต่องานและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ผู้ป่วยระบบประสาททั้งเด็กและผู้ใหญ่มักเกิดปัญหาดังกล่าวการที่ผู้ป่วยเคลื่อนไหวในรูปแบบซ้ำๆเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดการเคลื่อนไหวในลักษณะอ่อนตัวและปรับสภาพได้ดีดังเช่นคนปกติ โดยทั่วไปพบว่าเด็กสมองพิการเคลื่อนไหวเตะขาไม่สมมาตรกัน
  2. ขาดการคาดการณ์ในการควบคุมท่าทาง(Loss of anticipatory postural control) : จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นการที่ผู้ป่วยไม่ทราบว่าควรปรับการเคลื่อนไหวอย่างไรเพื่อให้เหมาะต่องานและสิ่งแวดล้อมต่างๆนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดการควบคุมท่าทางให้มั่นคงนอกจากนี้การควบคุมท่าทางจะมีประสิทธิภาพได้ขึ้นอยู่กับกระบวนการคาดการณ์ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการปรับท่าทางเพื่อทำให้มีศักยภาพในการเคลื่อนไหวได้มั่นคงมากขึ้นทั้งนี้ต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้ผู้ป่วยระบบประสาทรวมทั้งเด็กสมองพิการมักขาดสิ่งเหล่านี้

วัตถุประสงค์ในการตรวจประเมินทางกายภาพบำบัด มี 3 ประการ คือ

  1. ช่วยในการวินิจฉัยทางกายภาพบำบัดทำให้ทราบถึงพยาธิสภาพ ตำแหน่งและความรุนแรง
  2. เป็นประโยชน์ต่อการเลือกใช้เทคนิคการรักษาอย่างเหมาะสม
  3. เป็นตัวบ่งชี้ผลของการรักษาทั้งก่อนและหลังการรักษาเพื่อการแสวงหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพกว่ามาเปลี่ยน การรักษา

 

 

Modified Ashworth scale (MAS) for grading spasticity

grade Description
0 No increase in muscle tone
1 Slight increase in muscle tone,manifested by a slight catch and release or by minimal resistance at the end of the range of motion when the effect par is moved in flexion or extension.
1+ Slight increase in muscle tone,manifested by a catch, followed by minimal resistance throughout the remainder (less than half) of the range of motion(ROM)
2 More marked increase in muscle tone through most of the ROM,but the affected par easily moved.
3 Considerable increase in muscle tone,passive movement difficult.
4 Affected part rigid in flexion and extension.

 

Pendulum test

เป็นวิธีการที่นิยมใช้ทางคลินิก คือ ให้ผู้ตรวจจับขาหรือแขนผู้ป่วยเหยียดตรงในท่านอนหงายและปล่อยให้ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงอย่างอิสระซึ่งท่าเป็นขาหรือแขนที่ปกติมักแกว่งอย่างนิ่มนวลและสม่ำเสมอโดยลดความเร็วลงทีละน้อยเหมือนการแกว่งลูกตุ้มแต่ในขาหรือแขนที่มีspasticity มักพบว่าการแกว่งไม่สม่ำเสมอเนื่องจากถูกจำกัดจากทั้งคุณสมบัติของการยืดยาวและstretch reflex ที่มากเกินไปตามปกติแล้วตัวแปรที่วัดคือค่าดัชนีการผ่อนคลายโดยนำค่า amplitude ของการแกว่งครั้งแรกหารด้วยค่ามุมข้อเข่าในการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย

Pendulum test ที่เหมาะสำหรับทดสอบในเด็กได้มีการประยุกต์จากท่านอนหงายมาเป็นท่านั่งห้อยขาลง ขั้นตอนมีดังนี้ ให้เด็กนั่งบนเก้าอี้สูงมีผ้าใบรัดขาท่อนบนไว้กับเก้าอี้ขาล่างทั้งสองข้างปล่อยให้หย่อนลอยไว้ ติด electrogoniometer บริเวณเข่าด้านนอกเพื่อวัดมุมข้อเข่า ติด EMG ไว้บริเวณกล้ามเนื้อquadriceds และ hamstring เพื่อบันทึกค่าการทำงานอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อผู้ตรวจบอกให้เด็กปล่อยตัวตามสบายและหลับตาจับขาขึ้นให้เข่าเหยียดออกให้มากที่สุดจนสังเกตเห็นว่า EMG ไม่แสดงการทำงาน ซึ่งหมายถึงกล้ามเนื้อปล่อยสบายเต็มที่ ผู้ตรวจจึงปล่อยขาลงให้แกว่งอย่างอิสระ บันทึกค่ามุมและการทำงานของ EMG ไว้ หลังจากพักแล้วให้ทำซ้ำเดิมอีกรวม 3 ครั้ง อย่างไรก็ตามการตรวจประเมิน spasticity ด้วยวิธี pendulum test ยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยเด็กอยู่หลายประการ ได้แก่ เด็กมักขาดความอดทนต่อการนั่งทดสอบที่ปราศจากอิสระในการเคลื่อนไหว การทดสอบด้วยวิธีนี้เป็นการทำแบบ passive movement ซึ่งทดสอบได้กับกล้ามเนื้อเพียงกลุ่มเดียว คือ quadriceps ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่เป็นที่กว้างขวางเท่ากับการตรวจประเมินวิธีอื่น

 

วิธีการทางกายภาพบำบัดในการลด Spasticity

  1. การถ่ายเทน้ำหนัก (weight shift) : เทคนิคทางกายภาพบำบัดที่ใช้ในการลด spasticity ด้วย weight shift ที่ใช้กันทั่วไปคือการใช้มือของนักกายภาพบำบัดควบคุมหรือยับยั้งการเคลื่อนไหวในตำแหน่งที่สำคัญคือส่วนโคนของร่างกาย เช่น หัวไหล่ เชิงกราน ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลการควบคุมต่อไปยังส่วนปลายได้ควรหลีกเลี่ยงการคุมด้วยมืออยู่กับที่ในท่าเดียวนานเกินไป อาจปรับเปลี่ยนไปที่การเปลี่ยนแปลงความเร็วและระยะทางในการเคลื่อนไหวแทน นอกจากนี้ควรพยายามฝึกให้เด็กเปลี่ยนแปลงท่าทางการเคลื่อนไหว เช่น เปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน การนอนเป็นนั่ง นักกายภาพบำบัดควรให้ทักษะแก่เด็กด้วยการทำซ้ำๆและหลากหลายรูปแบบด้วย
  2. การยืดคงค้างไว้ (Maintained stretch) : การยืดคงค้างนำมาใช้ในการจัดท่าและการออกกำลังกายเพื่อการรักษา ได้แก่ การใช้อุปกรณ์ช่วยยืนในท่าคว่ำเพื่อยืดกล้ามเนื้อ quadriceps ในเวลานานกว่าการยืดด้วยวิธี passive range of motion ปกติ ซึ่งระยะเวลาในการ maintained stretch สามารถทำได้นานตั้งแต่ 30 นาทีไปจนถึง 7 ชั่วโมง หากใช้กับเด็กซึ่งมีความทนทานต่ำกว่าผู้ใหญ่อาจทำได้อย่างมากเพียงประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะยืนบน prone standler อาจให้การรักษาด้วยความร้อนจากแผ่นประคบร้อนร่วมในการช่วยลด spastic ได้

3.การใช้แรงดัน (pressure) : แรงดันทำหน้าที่ในการทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายโดยทำให้เกิดสัญญาณประสาทการรับรู้ขาเข้าซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระตุ้นให้ความไวของ alpha motor neurone ลดลง หรือเมื่อให้แรงดันกับเอ็นยึดกล้ามเนื้อที่มี spasticity จะสามารถยับยั้ง stretch reflex ได้ดี เช่น การใช้ elastic bandage และ air splint   ซึ่ง air splint นิยมมากขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในเด็กโตที่ไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับผู้รักษานอกจากนี้ air splint ยังสามารถใช้แทน cold pack ได้เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มี 2 ช่องสามารถบรรจุน้ำและแอลกอฮอล์เข้าไปได้จึงช่วยลดบวมให้ผู้ป่วยได้ด้วย

  1. การกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า(Electrical stimulation) : เพื่อลด spasticity แม้ว่าจะมีข้อห้ามในการใช้ electrical stimulation มีน้อยมากเมื่อเทียบกับการใช้เครื่องมือไฟฟ้าทางกายภาพบำบัดชนิดอื่น คือ ไม่ควรใช้กับกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณที่มีกระดูกหัก ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่รับการฝัง pacemaker เนื่องจากทำให้เกิดการแทรกสอดของคลื่นมีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจและควรระวังการใช้กับคนอ้วนที่มีไขมันมาก อาจเกิดการระคายเคืองต่อผิดหนังได้ง่าย

 

4.1 Stimulation of the antagonist

– ในการกระตุ้น antagonist ของกล้ามเนื้อที่มี spasticity เช่น ติดขั้วกระตุ้นบนฝั่งกล้ามเนื้อกลุ่ม wrist extensor เมื่อต้องลด spastic ของกล้ามเนื้อกลุ่ม wrist และ finger flexor ซึ่งสามารถลด spasticity ได้จากผลของ reciprocal inhibition และหากกระตุ้นด้วยวิธีนี้เป็นระยะเวลานานขึ้น spastic มักลดลงในขณะที่ผู้ป่วยมีความแข็งแรงและมีการควบคุมกล้ามเนื้อดีขึ้น

Pulse rate  : 35-50 pps

Pulse duration  : 300µs

Rise time : 4 sec

Fall time  : 2 sec

On/off time  : 12 sec / 18 sec

Intensity : ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยจนเห็นการหดตัวของกล้ามเนื้อแรงที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยทนได้

4.2 Stimulation for generalized relaxation(นิยมใช้กระแส TENS)

– TENS ที่ใช้เพื่อการลดความเจ็บปวดนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม high-rate TENS หรือเรียกว่า acupuncture-like TENS มี pulse rates1-4 pps และ wider pulse width คือ 150-250 µsec ทั้งนี้การติดตั้ง TENS ควรวางบนตำแหน่ง motor point  ควรให้ intensity ที่ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างแรงและเป็นจังหวะซึ่งมีผลทางอ้อมต่อการสูบฉีดเลือดบริเวณที่ถูกกระตุ้น การนำ TENS ชนิดนี้มาประยุกต์ใช้เป็นแบบ Neurotransmitter modulator สำหรับเด็กสมองพิการที่มี spasticity มีการอธิบายว่า TENS นี้สามารถยับยั้งการเกิด primitive motor reflexs จึงเป็นอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการลด spasticity

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

 

 

 

 

 

More

ตอนที่195: กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด

การผ่าตัดหัวใจที่ทำการผ่าตัดโดยการ open heart operation ต้องอาศัยเครื่องอดและหัวใจเทียม
( cardiopulmonary by pass )  มักจะทำการผ่าตัดโดยมีรอยผ่าตัดแบบ  median  sternotomy  เช่น การทำ
1.  Coronary    artery  bypass   grafting  ( CABG )
2.  Valvulotomy
3.  Valve  replacement  and  repair
4.  Closure  ASD  or  VSD
5.  Excision  of  ventricular  or  aorta  aneutysm
6.  Correction  of  fallot’s  tetralogy
7.  Remove  of  cardiac  myxoma
8.  Heart  transplantation
การผ่าตัดหัวใจที่ไม่ต้องอาศัย cardiopulmonary by pass จะมี close heart operation รอยแผลผ่าตัด จะเป็นแบบ   thoracotomy  ได้แก่
1.  Ligation  of  PDA
2.  Excision  of  Coarctation  of  aorta
3.  Block  Taussing  shunt  for  Fallot’s  tetralogy
4.  Perieardlectomy
ก่อนเริ่มให้การรักษาหลังผ่าตัด นักกายภาพบำบัดควรอ่านรายงานการผ่าตัดเพื่อดูรายละเอียดในการทำการผ่าตัด ตรวจร่างกายและสังเกตอาการอื่นๆ  เช่น
1.  ระดับการมีสติ สามารถเคลื่อนไหวแขนขาตามคำสั่งได้หรือไม่ ตอบสนองคำสั่ง เพียงใด
2.  การหายใจผู้ป่วยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือหายใจเอง ในลักษณะแรงเร็ว หรือเบา
3.  สีผิวลักษณะอย่างไร มีcyanosis หรือไม่
4.  ค่า vital sing ต่างๆ
5.  ECG ดูจังหวะการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอดีหรือไม่
6.  ผู้ป่วยได้รับยาระงับปวดครั้งสุดท้ายเวลาไหน  ได้รับวันละกี่ครั้ง
7.  มีสายยางรองรับสารเหลวจากทรวงอกกี่เส้น  มีเลือดหรือสารเหลวหรืออากาศออกมาในขวดที่รอบรับ
มากน้อยเพียงใด
8.  ผลทางห้องปฏิบัติการ  เช่น  PO2 .  PCO2  ในเลือดแดง
9.  ภาพถ่านรังสีปอด
10.  ฟังเสียงหายใจว่า  มีเสียงผิดปกติอะไรบ้าง   ฟังเสียงปอดก่อนและหลังการรักษาเพื่อเปรียบเทียบกัน
11.  ตรวจดุว่าผู้ป่วยมีอาการไอมากน้อยเพียงใด   ลักษณะเสมหะเป็นอย่างไร   จำนวนมากน้อยเพียงใด
12.  ปัสสาวะออกสม่ำเสมอหรือไม่

การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด

  1. การจัดท่าเพื่อให้เสมหะไหลแบบประยุกต์ ซึ่งขณะทำการรักษานี้นักกายภาพบำบัดควรระวังอาการต่างๆ
    ของผู้ป่วย   โดยสังเกตดู  ECG  ดูการเปลี่ยนแปลงอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ   นักกายภาพบำบัดต้องหยุดการรักษาทันที  เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของชีพจรมากกว่า  20 %  ขณะพัก
    2.  การฝึกการหายใจ
    3.  การกระตุ้นการไอ
    4.  การออกกำลังกายอื่นๆ  ของแขนขาในท่าต่างๆ  รวมทั้งการให้ผู้ป่วยเดินและการระวังท่าทางที่ผิดปกติก็รักษาในแนวเดียวกับผู้ป่วยศัลยกรรมทรวงอก

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

Watch Movie Online Logan (2017)

More

ตอนที่194: กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมศีรษะและคอ

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมศีรษะและคอ 

( Chest Physical Therapy in Hand and Neck Surgery )

Radical  neck  dissection

  1. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ
    2. เส้นเลือด
    3.  เส้นประสาท
    4.  กล้ามเนื้อ
    5.  ต่อมอื่นๆ
    6.  ไขมันและเนื้อเยื่อใต้ผิว
    7.  Ansa  hypoglossi

Radical   thyrodectomy  เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดต่อมไธรอยด์ออกทั้งหมดรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียงด้วย   มักทำในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง
Mazillectomy  เป็นการผ่าตัด  maxilla  ในรายผุ้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่เพดานปากและมีการลุกลามไป  maxilla

Hemimandibulectomy   เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกระดูกขากรรไกรออกมักทำร่วมกับ Radical  neck  dissection

Radical  laryngectomy  เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกล่องเสียงออกรวมทั้งต่อมน้ำเหลืองรอบๆ ด้วย   บางครั้งมีการตัดกระดูก  hyoid  ด้วย

การรักษาทางกายภาพบำบัด

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดศีรษะและคอนั้น   ช่วงแรกหลังการผ่าตัดนั้นจะต้องจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าก้มศีรษะเสมอ   เพื่อลดการบวมและการยืดที่ศีรษะไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในท่านอนราบหรือนอนตะแคง    หลังจากจัดท่าแล้วควรตรวจให้แน่ใจว่ารอยไม่ย่นหรือถ่างเป็นก้อนจนเป็นสีคล้ำเพราะขาดเลือดในช่วงแรกหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะได้  humidification  ทางท่อ  Tracheotomy   เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียความชื้นจาก  upper  airways  ที่ตัดทิ้งไป  บางครั้งมีเสมหะมากต้อง  suction  ร่วมด้วย

 

 

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่193: กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรม

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรม

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมทรวงอก  ( Chest  Physical  Thoracis  Surgical )

ศัลยกรรมทรวงอกรอยผ่าตัดจะเป็นแบบ posterolateral thoracotomy ผ่าเข้าทรวงอก ระดับ intercostals ที่ 5 หรือที่ 6 การผ่าตัดจะผ่าตัดกล้ามเนื้อผ่าน Latissimus dosi  Serratus anterior, Traoezius และ Rhomboid รวมทั้ง Internal และ External intercostals muscle กระดูกซี่โครงจะแยกออกจากกันในบางกรณีอาจใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบ median stenotomy เช่นการผ่าตัด Thymus gland

การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดทรวงอก   ( Post operative physical therapy treatment )

นักกายภาพบำบัดควรอ่านรายงานการผ่าตัดเพื่อดูรายละเอียดการผ่าตัด   เช่น    การผ่าตัดอะไร ลง incistion ที่ใด และควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งตรวจร่างกายตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้

  • สังเกตสีผิว ซีดเขียว หรือไม่
  • Vital sign อุณหภูมิ อัตราการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด
  • Accessory device ต่างๆ
  • วิเคราะห์ความเข้มข้นของO2 และ CO2 ในเลือดแดงจะให้ความสำคัญต่อแรงดันส่วน CO2(PaCO2) เพราะบอกถึงการระบายอากาศถุงลมว่าเพียงพอหรือไม่
  • ลักษณะของเสมหะ ดูทั้งสีกลิ่น ปริมาณ รวมทั้งการไอด้วยว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่
  • ภาพถ่ายรังสีทรวงอก
  • ยาระงับปวด
  • เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของทรวงอก
  • ฟังเสียงการหายใจ เปรียบเทียบปอดทั้ง 2 ข้าง

Lobectomy
เป็นการผ่าตัดปอดออกเป็นกลีบ
การรักษาทางกายภาพ

1.  Breathing exercise
2.  Postural drainage
3.  Coughing training or suction
4.  กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าบนเตียง
5.  การให้ผู้ป่วยลุกเดินภายในบริเวณตึกหรือรอบเตียงในขณะที่นักกายภาพบำบัด พาผู้ป่วยเดิน
6.  ควรระวังเรื่องข้อไหล่ด้วย กระตุ้นให้ผู้ป่วยยกแขนได้ในวันแรกหลังผ่าตัด
7.  นักกายภาพบำบัดต้องกระตุ้นให้ผู้ป่วยนั่งยืดตัวตรงและมี trunk mobility exercise เพื่อป้องกันหลังคด

Segmentectomanal Wedge resection
Segmentectomy
เป็นการผ่าตัดโดยส่วนของเนื้อปอดเป็นกิ่ง
Wedge resection
เป็นการตัดส่วนของปอดออกเป็นรูปลิ่ม ซึ่งตัดออกน้อยมาก

Pneumonectomy

                  เป็นการตัดปอดออกทั้ง ข้าง ส่วนใหญ่มักจะมีการตัด mediastinan lymph nodes ร่วมด้วย เช่น ในผู้ป่วย มะเร็งปอด   ระหว่าง  2 – 3  สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดจะเกิด fibrosis ใน Hemithorax หลังจากนั้นจะมีRib ลู่ลง มีการยกขึ้นของ diaphragm ข้างที่ตัดปอดออกและ mediastinum

การรักษาทางกายภาพบำบัด

การฝึกการหายใจเน้นเฉพาะในปอดที่เหลืออีกข้าง เมื่อมีการเฉของ mediastinum จะทำให้ไอ
ลำบาก การสอน Huffing จะดีกว่า

Bullous emphysema

เมื่อถุงลมมีความผิดปกติแตกมารวมกันเป็นถุงใหญ่ขึ้น มักพบในส่วน Base ของปอดผู้ป่วย Emphysema เรียกว่า bleb หรือ bullae ซึ่งมีโอกาสเกิด Spontaneous pneumothracx ได้เมื่อเกิดขึ้นแล้วปอดจะถูกดกทำให้ปอดข้างนั้นแฟบ ผู้ป่วยจะได้รับการใส่ chest drain ทันทีในกรณีที่เป็นบ่อยหรือเป็นจำนวนมาก แพทย์จะให้การรักษาโดยการผ่าตัด หรือบางโอกาสอาจต้องทำการตัดเนื้อปอดส่วนนั้นออกโดยมีแนวแผลเป็น Thoracotomy

การรักษาทางกายภาพบำบัด
ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีปัญหาทางด้านระบบหายใจก่อนผ่าตัด      และมีอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง การฝึกการหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะการทำ pursed lips BE นอกจากนั้นก็ให้ฝึก endurance

Thoracoplasty

เป็นการผ่าตัดยุบส่วนของปอดที่มีรอยโรคถาวร การผ่าตัดชนิดนี้จะมีการผ่าตัดซี่โครงออกตั้งแต่ 3  อันขึ้นไป ในกรณี extensive thoracoplasty จะตัดซี่โครงออกมากกว่า 8 อัน

การรักษาทางกายภาพบำบัด

การแก้ไข posture และการ   re – education ผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยจะมีโอกาสเกิด defofomity ได้มาก

Pleural surgery การผ่าตัดเกี่ยวกับเยื่อหุ้มปอด

Pleurectomy
คือการตัดส่วนของ parietal pleura ในบริเวร chest wall ทำให้เกิด Raw surface ซึ่งvisceral pleura จะติดมาเชื่อมทำในกรณี blebs หรือ bullae

Pleurodesis

คือการขจัด pleural space โดยการทำให้เกิดการติดกันของเยื่อหุ้มปอดทั้ง  2 โดยเกิด adhesion กันโดยการฉีดสารเชื่อมเข้าไปใน pleural cavity

Decortication

คือการผ่าตัดเลาะถุงหนองในเยื่อหุ้มปอดออก ทำในผู้ป่วยโรค  Empyema

 

 

 

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

More

ตอนที่192: กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมช่องท้อง

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยศัลยกรรมช่องท้อง
(
Chest Physical Therapy in Abdominal Surgery )

Oesophagectomy

เป็นการตัดหลอดอาหาร   รอยผ่าตัดที่ทำกันคือ  Upper  midline  incision  หรือ  thoracotomy  หรือ  neck  incision  แล้วแต่ตำแหน่งของพยาธิสภาพ

Hiatus  hernia

เป็นภาวะที่มี  hermia  รักษาโดยการ  conservative  ทำได้โดยการควบคุมน้ำหนักตัว   ให้ยา  antacids  นอนศีรษะสูง  งดอาหารมื้อดึก  สามารถช่วยบรรเทาได้   แต่ถ้าไม่ได้ผลต้องรักษาด้วยการผ่าตัด   รอยผ่าตัดจะเป็นแบบ  abdominal   หรือ   thoracic  incision

Diaphragin

การผ่าตัดกระบังลม   ทำในรายที่มีสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุจากการถูกแทงหรือกระแทก

การรักษาทางกายภาพบำบัด

บทบาทของนักกายภาพบำบัดในผู้ป่วยผ่าตัดช่องท้อง   จะคล้ายคลึงกับผู้ป่วยช่องท้องที่ได้รับการผ่าตัดทรวงอก   แต่มีข้อปลีกย่อยที่ควรระวัง  เช่น

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหลอดอาหาร นักกายภาพบำบัดไม่ควรจัดท่าระบายเสมหะในท่าหัวต่ำ  เพราะ  gastric  reflux   จะมีผลต่อการสมานแผลผ่าตัดที่เชื่อมต่อกับหลอดอาหาร
    2.  การเกิด  abdominal  distension  ในขณะที่จัดท่าระบายเสมหะควรใช้แบบประยุกต์แทน
    3.  ผู้ป่วยทีมี  Nasogastric  tube  จะไอลำบาก   การให้  humidification  จะช่วยในการร่อนระบายเสมหะ   ในกรณีที่มีผุ้ป่วยได้รับการผ่าตัดแบบเอาลำใหญ่ขึ้นมาต่อ   ต้องระวังเรื่องท่าทางของร่างกาย   เพื่อป้องกันการยืดที่บริเวณรอยต่อที่ทำไว้   การพลิกตัวของผู้ป่วยทำแบบ   Long  rolling   และให้ศีรษะอยู่ในแนวตรงหรือก้มเล็กน้อย   ห้ามแหงนศีรษะไปทางด้านหลังมากๆ
    4.  Incision  line  ค่อนข้างยาวในผู้ป่วยที่ได้รับศัลยกรรมช่องท้อง   การฝึกการหายใจจึงเน้นการหายใจลึกๆ   โดยทั่วๆ  ไป   ก่อนมากกว่าจะเน้น  Diaphragmatic  breathing  ในระยะแรกๆ   เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลายและดึงความสนใจผู้ป่วยไปในสู่ส่วนอื่นก่อน
    5.  การไอ  ขณะไอควรพยุงแผลอย่างแนบสนิท

Cholecystectomy

เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดถุงน้ำดีออก

Colostomy

เป็นการผ่าตัดเพื่อเจาะลำไส้ใหญ่ออกทางหน้าท้องระบายอุจจาระ

Ileostomy

เป็นการผ่าตัดเพื่อนำ  t – rleum  มาเปิดออกทางหน้าท้องส่วนล่างข้างขวา   ซึ่งอาจตัดส่วนของ colon  และ  returm  ออก   ทำให้ผู้ป่วยลำไส้ใหญ่เป็นแผล  หรือมีการอักเสบ

Gastrectomy

เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกระเพาะอาหาร  incision  line  จะเป็น  left  paramedlian  หรือ  midline  incision

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

More