All Posts tagged ฟื้นฟู

ตอนที่ 200: การทำกายภาพบำบัดทรวงอกในทารกและเด็ก

ตอนที่ 200: การทำกายภาพบำบัดทรวงอกในทารกและเด็ก

การทำกายภาพบำบัดทรวงอกในทารกและเด็ก

ข้อบ่งชี้ในการทำกายภาพบำบัดทรวงอก

  • มีเสมหะเหนียวข้นหรือมีปริมาณมาก เช่น pneumonia, lung abscess , bronchiectasis
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน  นอนบนเตียงนานๆ เช่น เด็กที่เป็นสมองพิการ อัมพาต
  • มีภาวะปอดแฟบ (atelectasis) เนื่องจากเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ
  • พิการแต่กำเนิด เช่น ไส้เลื่อนกะบังลม
  • หลังถอดท่อช่วยหายใจใหม่ๆ เพื่อป้องกันปอดแฟบ
  • ทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่มีเสมหะ ไม่สามารถไอเอาเสมหะออกเองได้
  • ทารกที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (bronchopulmonary dysplasia), สูดสำลักน้ำคร่ำ (meconium aspiration)

หยุดทำกายภาพบำบัดทรวงอก

  1. ไม่มีเสมหะตลอดช่วง 24-48 ชม. หลังจากที่ไม่ได้ทำกายภาพบำบัดทรวงอก
  2. เสียงปอดปกติ ไม่มีเสียงเสมหะ
  3. ภาพถ่ายรังสีทรวงอกปกติ

ข้อแนะนำ

  • ควรทำขณะท้องว่าง คือก่อนหรือหลังให้นมหรือรับประทานอาหารแล้ว 1-2 ชม. เพื่อหลีกเลี่ยงอาเจียนและสำลักเอาเศษอาหารลงไปในหลอดลม
  • รายที่ได้รับ aerosol therapy เช่น nebulized bronchodilators, warm NSS ควรพ่นก่อนการทำกายภาพบำบัดทรวงอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเสมหะถ้าจัดท่าเพียงวิธีเดียว ให้อยู่ท่าต่างๆ นาน 15 นาที
  • ถ้าจัดท่าร่วมกับการเคาะหรือสั่นทรวงอกจะใช้เวลาท่าละ 3-5 นาที ในเด็กโต ทารกแรกเกิดใช้เวลาท่าละ 2-3 นาที ใช้เวลารวมทั้งหมดไม่เกิน 30 นาที

 

Chest physiotherapy ประกอบด้วย

1.การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ (Postural Drainage) เป็นวิธีการอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้หลอดลมของปอดส่วนที่จะทำการระบายเสมหะอยู่ในแนวดิ่งเพื่อให้เสมหะสามารถเคลื่อน ตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลกจะทำให้เสมหะไหลออกจากหลอดลมเล็กสู่หลอดลมใหญ่ (ในทารกแรกเกิดและทารกนิยมจัดท่าร่วมกับการเคาะและการสั่นทรวงอก)

ข้อห้ามในการจัดท่าระบายเสมหะ

  • มีอากาศคั่งในช่องเยื่อหุ้มปอด (Tension Pneumothorax) ยังไม่ได้รักษา
  • เลือดออกในปอดหรือไอเป็นเลือด (Hemoptysis)
  • โรคทางหัวใจและหลอดเลือดที่ยังไม่รักษา เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • ผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดอาหาร หลังผ่าตัดหัวใจ หัวใจ สมอง และผู้มีความดันในกะโหลกศีรษะสูง
  • Pulmonary edema, congestive heart failure, large pleural effusion (น้ำคั่งในช่องเยื่อหุ้มปอดที่เป็นบริเวณกว้าง)
  • Acute asthma หรือหายใจลำบากรุนแรง
  • มีภาวะไหลย้อนของของเหลวจากกระเพาะอาหารไปสู่หลอดอาหาร (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD)
  • ทารกแรกเกิดที่มีภาวะความดันในปอดสูง (persistent pulmonary hypertension of newborn: PPHN) ที่เกิดอาการหายใจลำบากรุนแรง

ไม่จัดท่าศีรษะต่ำ ในทารกแรกเกิดที่อยู่ในภาวะวิกฤต สมองบวม ท้องอืดมาก รวมทั้งทารกคลอดก่อนกำหนด โดยเฉพาะทารกที่น้ำหนักน้อยกว่า 800 กรัม เพราะท่าศีรษะต่ำทำให้ความดันในสมองสูง เสี่ยงต่อเลือดออกในโพรงสมอง หรือเด็กที่เป็นBPD ซึ่งมักมีภาวะหายใจลำบากและมีปัญหา GERD ร่วมด้วยถ้าจำเป็นต้องระบายเสมหะควรจัดเป็นท่านอนราบหรือยกศีรษะสูงเล็กน้อย เน้นเคาะทรวงอกหรือสั่นทรวงอกตำแหน่งปอดส่วนล่าง เด็กที่มีท่อหลอดลมคออาจไม่สะดวกจัดท่าบางท่า ให้ระวังท่อเลื่อนหลุด

2.การเคาะทรวงอก (Percussion) เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนบริเวณทรวงอก แรงสั่นสะเทือนจะผ่านไปยังหลอดลมทำให้เสมหะที่ติดอยู่ผนังหลอดลมหลุดออก โดยการทำมือให้เป็นลักษณะคุ้ม นิ้วแต่ละนิ้วชิดกัน (cupped hand) เคาะขนานกับกระดูกซี่โครง ในทารกแรกเกิดใช้ปลายนิ้วช้อนกันแล้วเคาะโดยใช้ข้อมือเคาะเบาๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอหรือใช้แก้วยาขนาดเล็กหรือส่วนหัวของสเตทโตสโคปเคาะแทนมือได้ บริเวณที่ทำการเคาะควรรองด้วยผ้าบาง

200 1

3.การสั่นทรวงอก (Vibration) เป็นการช่วยให้เสมหะเคลื่อนตัวออกจากหลอดลมเล็กเข้าสู่หลอดลมใหญ่ ในเด็กโตใช้มือข้างเดียวหรือสองข้างวางซ้อนกัน วางราบบนผิวหนังบริเวณทรวงอก ในเด็กเล็กใช้นิ้วมือทั้งสี่นิ้ว และในทารก/ทารกแรกเกิดใช้ปลายนิ้วมือ โดยทำปลายนิ้วมือสั่นในขณะหายใจออก หรือทำการสั่นสะเทือนด้วยเครื่องมือ เช่น เครื่องนวดตัวหรือนวดหน้า ใช้ในเด็กโต แปรงสีฟันไฟฟ้า ใช้ในทารกและเด็กเล็ก

ข้อควรระวังในการเคาะหรือสั่นทรวงอก

  • ไม่เคาะหรือสั่นทรวงอกในทารกหรือเด็กที่กระดูกซี่โครงหัก เลือดออกในปอด/ไอเป็นเลือด มีแผลเปิดที่ผนังทรวงอกหรือใส่ท่อระบายจากทรวงอก เลือดออกง่ายจากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 30000/ลบ.มม. วัณโรคปอดชนิดเฉียบพลัน ทารกแรกเกิดที่ไม่สามารถทนต่อการทำได้ เช่น หัวใจเต้นช้าลง , SaO2ลดลง, หายใจลำบากมากขึ้น, ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม เพราะเสี่ยงเลือดออกในโพรงสมอง และผู้ที่มีข้อห้ามในการจัดท่าระบายเสมหะ
  • ขณะไอไม่ควรทำการเคาะปอด นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังรบกวนการไอ ทำให้ไอไม่ได้ผล
  • หลีกเลี่ยงการเคาะบริเวณท้อง หลังด้านล่าง กระดูกสันหลัง หัวไหล่ ต้นคอ และทรวงอกเด็กหญิงที่เริ่มเป็นสาว
  • ระหว่างทำควรประเมินการหายใจร่วมกับ SaO2หากมีภาวะหายใจลำบากมากขึ้น หรือ SaO2ลดลงอย่างรวดเร็ว ควรหยุดทำเป็นระยะๆรอจนกว่าอาการแสดงหรือ SaO2 กลับสู่สภาพเดิมก่อนการทำ

 

  1. การกำจัดเสมหะ (Secretion Removal) เช่น การดูดเสมหะ การไอ

การดูดเสมหะ

ตั้งความดันลบในการดูดเสมหะ ดังนี้

  1. ทารกคลอดก่อนกำหนด ใช้ความดันลบ 40-80 mmHg (4-8 cmHg)
  2. ทารก ใช้ความดันลบ 60-100 mmHg (6-10 cmHg)
  3. เด็ก ใช้ความดันลบ 100-120 mmHg (10-12 cmHg)

ข้อบ่งชี้ในการดูดเสมหะ

  1. เด็กมีอาการของการอุดกั้นทางเดินหายใจ เช่น RR เพิ่ม , HR เพิ่ม, ปีกจมูกบาน, SaO2 ลดลง, กระสับกระส่าย, เสียงเสมหะครืดคราดในลำคอ
  2. ไม่รู้สึกตัว ใส่ท่อช่วยหายใจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถขับเสมหะออกมาเองได้

ข้อห้ามในการดูดเสมหะ

  • ตอบสนองไวกว่าปกติต่อการดูดเสมหะ, มีภาวะ thrombocytopenia หรือกำลังได้รับการรักษาด้วย systemic anticoagulant, ผ่าตัดบริเวณ pharynx, กล่องเสียงอักเสบ (epiglotitis) หรือเพิ่งได้รับอาหาร

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการดูดเสมหะ

  • ขาดออกซิเจน, ชีพจรเต้นผิดจังหวะ, ติดเชื้อ, ความดันต่ำ, ปอดแฟบ, เยื่อบุหลอดลมถูกทำลาย, การอาเจียนและสำลักอาหาร

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

 

More

ตอนที่199: การดูแลรักษากล้ามเนื้อกระดูกเชิงกรานภายหลังการคลอด

การดูแลรักษากล้ามเนื้อกระดูกเชิงกรานภายหลังการคลอด

ขณะตั้งครรภ์ร่างกายสตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายระบบ โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเชิงกรานมีการปรับตัวเพื่อรอบรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ กล้ามเนื้อหน้าท้องขยายใหญ่ และดึงถ่วงน้ำหนักตัวของสตรีตั้งครรภ์ไปด้านหน้า ทำให้กระดูกสันหลังต้องทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดลักษณะแอ่นหลังมากผิดปกติ ร่วมกับเนื้อเยื่อบริเวณหลังและอุ้งเชิงกรานจะอ่อนนุ่มไม่แข็งแรงเหมือนก่อนตั้งครรภ์ ทำให้สตรีมีอาการปวดเมื่อยบริเวณหลัง ปวดร้าวในช่องท้อง และอาจปวดบริเวณกระดูกหัวเหน่า และก้นกบได้  บริเวณกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องรับน้ำหนักตัว ขนาดของมดลูกที่เพิ่มขึ้นมาก จะไปกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยประกอบกับอาการเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว อาจทำให้เกิดปัญหาปัสสาวะเล็ด ซึ่งอาการดังกล่าว สามารถป้องกันได้ระดับหนึ่ง โดยการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังอย่างถูกวิธี และการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรงตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ และภายหลังการคลอดธรรมชาติทางช่องคลอด หากสตรีได้เตรียมตัวมาอย่างดี มีร่างกายแข็งแรง รวมทั้งบุคลากรช่วยการคลอดมีความเข้าใจร่วมกัน กรณีที่ทารกปกติ การคลอดทางช่องคลอดด้วยการเบ่งคลอดเองก็จะเป็นประสบการณ์ที่ดีของมารดาและทารก บริเวณอุ้งเชิงกรานที่ต้องทำงานอย่างหนักก็จะไม่บาดเจ็บมาก อย่างไรก็ตาม หากมีการบาดเจ็บบริเวณนี้ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแลรักษา เพื่อจะทำให้อุ้งเชิงกรานกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

การดูแลรักษาอุ้งเชิงกรานภายหลังคลอด

  1. ในระยะ24ชั่วโมงแรกหลังคลอด ควรลดการอักเสบ การช้ำบวม เช่น การใช้ประคบเย็น
  2. การนอนหงายพักเต็มที่ วันละ2ชั่วโมง เป็นเวลา14วัน ไม่ควรนั่งอยู่นานๆ
  3. ควรลดการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการยืน เดิน
  4. ออกกำลังกายทั่วไปอย่างเบาๆในท่านอนหงาย ภายหลังจจาก24ชั่วโมงแรกแล้ว
  5. ไม่ควรขมิบบริเวณอุ้งเชิงกรานทันทีในระยะแรกถึง24ชั่วโมง เนื่องจากอุ้งเชิงกรานยังอักเสบอยู่และจะทำให้เพิ่มรอยแผลเป็นด้วย
  6. หลังจากคลอด2-3วัน เมื่อเนื้อเยื่อคอลลาเจนแข็งแรงเพียงพอจึงเริ่มออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
  7. สามารถใช้ผ้าอนามัยรวมกับกางเกงชั้นในที่พอดีตัวเพื่อกระชับบริเวณอุ้งเชิงกราน
  8. ควรนอนคว่ำบนหมอน วันละ30นาที เป็นเวลา14วัน เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงช่วยให้มดลูกกลับมาอยู่ในสภาวะก่อนคลอด
  9. การเริ่มออกกำลังกายโดยเร็วจะป้องกันการอ่อนกำลัง และการสูญเสียความทนทานของอุ้งเชิงกราน โดยหลังจาก24ชั่วโมงให้ขมิบอุ้งเชิงกราน โดยเริ่มจากจำนวนน้อยๆก่อน เช่น ขมิบ3ครั้ง เกร็งไว้ครั้งละ3วินาที แล้วปล่อยพัก5วินาที ค่อยทำครั้งต่อไป และขมิบแรงแล้วปล่อยทันที3ครั้ง วันละ5ชุด แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น5ครั้ง เกร็งครั้งละ5วินาที
  10. ประมาณ3เดือนเป็นต้นไป สามารถขมิบได้10ครั้ง ครั้งละ10วินาที ขมิบแรง10ครั้ง
More

ตอนที่198: การใช้อุปกรณ์ช่วยและอุปกรณ์เสริมรยางค์บนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตอนที่198: การใช้อุปกรณ์ช่วยและอุปกรณ์เสริมรยางค์บนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การใช้อุปกรณ์ช่วยและอุปกรณ์เสริมรยางค์บนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

  1. อุปกรณ์ประคองข้อไหล่ (shoulder slings) ใช้ประคองข้อไหล่ เพื่อป้องกันข้อไหล่เคลื่อน (shoulder subluxation)
    • ระยะอ่อนปวกเปียก (flaccid stage)

อุบัติการณ์การเกิดข้อไหล่เคลื่อนหลุดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกประมาณร้อยละ 50-80

Shoulder slings มีหลายชนิดเช่น

  • Bobath’s sling หรือ Modified’s bobath sling
  • Rolyan humeral cuff sling

การใช้อุปกรณ์ประคองข้อไหล่ เป็นการพยุงข้อไหล่ไว้เท่านั้น ไม่สามารถทำให้หัวกระดูกต้นแขนกลับเข้าไปในเบ้าของข้อไหล่ได้อย่างถาวร ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยใช้ตลอดเวลาโดยไม่บริหารอาจทำให้ข้อไหล่ติดได้

1.2   ระยะหดเกร็ง (spastic)

ถ้าผู้ป่วยยังมีข้อไหล่เคลื่อน จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ช่วยพยุงหัวไหล่ต่อไป

  1. อุปกรณ์ดามแขนและมือ (splints)

2.1   ระยะอ่อนปวกเปียก (flaccid stage)

Splints ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกในระยะนี้ ใช้เพื่อป้องกันข้อยึดติดจากการอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานๆ splints ที่ใช้เป็น static splints ซึ่งจัดให้ข้อมือและมืออยู่ในท่ากระดกข้อมือประมาณ 20-30 องศา งอข้อนิ้วมือ ประมาณ 45 องศา ข้อ PIP ประมาณ 30-45 องศา และงอ DIP ประมาณ 20 องศา เพื่อให้ข้อมือและมืออยู่ในท่าที่เหมาะสมกับการทำงาน

2.2   ระยะหดเกร็ง (spastic)

ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่เข้าสู่ระยะหดเกร็ง แต่ยังไม่สามารถใช้งานของมือได้ ต้องระวังการยึดติดของข้อมือและนิ้วมือในท่างอ

 

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่197: การใช้ไม้ค้ำยัน (Crutch) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตอนที่197: การใช้ไม้ค้ำยัน (Crutch) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การใช้ไม้ค้ำยัน (Crutch) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

            เป็นเครื่องช่วยเดินที่มีจุดสัมผัสร่างกาย 2 จุดช่วยกันรับน้ำหนัก ไม่ค่อยนิยมใช้ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกเนื่องจากต้องใช้มือทั้งสองข้างจับไม้ค้ำยัน และต้องมีกำลังแขนพอที่จะยกไม้ค้ำยันไปข้างหน้าได้ ตัวอย่างเช่น   ซึ่งเป็นไม้ค้ำยันที่มีแกนเดียว ปลายบนสุดมีห่วงใช้สวมกับแขน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปล่อยมือจากไม้ค้ำยันได้ชั่วคราวโดยไม้ค้ำยันไม่หลุดจากแขนและไม้ค้ำยันรักแร้ (axillary crutch) ทำจากไม้หรืออลูมิเนียมกลวงยาวสองชิ้นมีแกนขวางยึดปลายบนและช่วงกลางของท่อทั้งสองชิ้นไว้ด้วยกัน แกนคู่บนใช้ยันกับผนังทรวงอกด้านข้างแกนคู่ล่างใช้สำหรับมือจับ

การวัดขนาดความสูงของไม้ค้ำยันรักแร้ในท่ายืน ทำได้โดยวัดระยะจาก anterior axillary fold ถึงพื้นตำแหน่งที่ห่างจากนิ้วก้อยเท้า 6   นิ้วฟุต ส่วนแกนที่ใช้มือจับ ให้อยู่ในระดับที่จับแล้วข้อศอกงอประมาณ 30 องศา และบ่าทั้งสองข้างอยู่ในระดับปกติ197

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่196: การใช้โครงโลหะช่วยเดิน (Walker) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ตอนที่196: การใช้โครงโลหะช่วยเดิน (Walker) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

การใช้โครงโลหะช่วยเดิน (walker) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

            เป็นเครื่องช่วยเดินที่มีลักษณะคล้ายกับราวคู่ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวหรือมีปัญหาทางออร์โธปิดิกส์อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดเข่าทั้งสองข้าง มือและแขนทั้งสองข้างของผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยเดินชนิดนี้ต้องสามารถจับและยก walker ไปข้างหน้าได้ ข้อดีคือให้ความมั่นคงปลอดภัย ข้อเสียคือทำให้ท่าเดินไม่เป็นธรรมชาติ เกะกะ ขึ้นลงบันไดไม่ได้ และไม่สะดวกที่จะใช้นอกบ้าน

ความสูงของ walker ที่เหมาะสมคือระดับเอว ขณะใช้มุมของข้อศอกงอประมาน 20 องศา walker ชนิดที่มีล้อข้างหน้าเรียกว่า rollator ซึ่งใช้จับและผลักด้วยมือข้างเดียวได้เหมาะสำหรับเดินบนพรม แต่ให้ความมั่นคงน้อย ลื่นไถลได้ง่าย

 

OT007

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More