All Posts tagged ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ตอนที่191: กายภาพบำบัดในผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก

กายภาพบำบัดในผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก

นักกายภาพบำบัดมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มเข้ารักษาจนกระทั่งสามารถช่วยตนเองได้ คือ

-ลดภาวะแทรกซ้อน

-ลดบวม

-คงช่วงการเคลื่อนไหว

-ลดการหดรั้งของข้อต่อ

-คงกำลังกล้ามเนื้อ

-ลดการนูนของแผล

-ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถยืนเดินได้อย่างอิสระ

1.การลดภาวะแทรกซ้อนของการหายใจ

ภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจในผู้ป่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวกอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

-inhalation injury                                  -tracheal damage

-airway obstruction                              -pulmonary edema

-pneumonia                                         -restrictive chest wall

จะเห็นว่าภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจสามารถเกิดได้ตั้งแต่ระยะแรกของการบาดเจ็บจนถึงทุกระยะของการรักษา

  • เป้าหมายการกายภาพบำบัดทางด้านการหายใจ

-ป้องกันการสะสมของเสมหะ

-ร่อนระบายเสมหะ

-ช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย

-เพิ่มการเคลื่อนไหวของทรวงอก

-เพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจ

1.2 การรักษาทางกายภาพบำบัดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจ

การรักษาทางกายภาพบำบัดประกอบด้วย

-Breathing exercise ควรฝึกสอนให้ผู้ป่วยทำในทุกรายเพื่อป้องกันการสะสมของเสมหะ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจ ร่วมถึงช่วยให้เกิดการผ่อนคลายควรเริ่มทำตั้งแต่เริ่มรับผู้ป่วยต่อเนื่องตลอดเวลาที่ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาล

-Percussion and Vibration เพื่อร่อนระบายเสมหะแต่จะทำได้ยากในรายที่มีบาดแผลบริเวณทรวงอก

-Postural drainage การจัดเพื่อร่อนระบายเสมหะต้องประยุกต์ท่าทางให้เหมาะสมกับผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกว้าง ทำให้จัดท่าได้ยาก

-Coughing and huffing การสอนไอ ควรทำในผู้ป่วยทุกราย เพื่อป้อ

กันการสะสมของเสมหะและช่วยในการขับเสมหะออกจากปอด

1.3กายภาพบำบัดเพื่อลดบวม สามารถทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

-elevation จัดท่าโดยยกส่วนที่บวมให้สูง

-pumping exercise เคลื่อนไหวส่วนปลายของแขนขาเร็วๆอาจทำร่วมกับ elevation

-bandage or elastic stocking ใช้ผ้ายืดพันแขนขาที่บวม หรือใส่ถุงเท้ายืด

1.4 กายภาพบำบัดเพื่อป้องกันและลดการยึดติด และการผิดรูปของข้อต่อ

-การจัดท่าทางและการดาม (position and splinting)

-การบริหารร่างกาย

-การยืนเดิน

 

การจัดท่าทางและการดามข้อต่อ (position and splinting)

การจัดท่าทางป้องันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อตั้งแค่เริ่มรับต่อเนื่องตลอดการรักษา ท่าที่จัดมีดังนี้

-คอ อยู่ในท่า hyperextension โดยผู้ป่วยนอนไม่หนุนหมอน และมีหมอนบางๆหนุนบริเวณสะบัก เพื่อให้ทออยู่ในท่าเงย จัดท่านี้ในรายที่มีบาดแผลบริเวณด้านหน้าของคอและใต้คาง

-ไหล่ ให้อยู่ในท่าต้นแขนกาง 90-100 องศา ในผู้ป่วยที่มีบาดแผลบริเวณด้านหน้าข้อไหล่ บริเวณรักแร้หรือด้านหน้าและด้านข้างของลำตัว

-ข้อศอก จัดในท่าเหยียดและหงายแขน

-ข้อมือ จัดในท่าเหยียดเล็กน้อย หรือในท่าปกติในรายที่มีบาดแผลบนฝ่ามือ

-มือ จัดในท่าเหยียดข้อมือในรายที่มีบาดแผลหน้าฝ่ามือและจัดในท่าคว่ำมือถ้าบาดแผลอยู่ด้านหลังมือ ถ้ามีบาดแผลระหว่างนิ้วต้องมีผ้าคั่นระหว่างนิ้วกันนิ้วติดกัน

-ข้อสะโพก จัดในท่าต้นขากางออกและเหยียดตรง

-ข้อเข่า ให้อยู่ในท่าเหยียดตรง

-ข้อเท้า จัดในท่าเหยียดถ้าบาดแผลอยู่บริเวณหลังเท้า และในท่ากระดกข้อเท้าขึ้นถ้าบาดแผลอยู่อยู่บริเวณฝ่าเท้าหรือบริเวณน่องและเอ็นร้อยหวาย

การจัดท่าและการดามข้อต่อควรจัดให้อยู่ในท่ายืดบริเวณที่มีบาดแผลเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้ ถ้ายืดมากเกินไปผู้ป่วยจะออกแรงต้าน ทำให้มีการตึงตัวมากตลอดเวลาก่อให้เกิดความกดดันในข้อต่อสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้มีอาการปวดในข้อต่อได้ทั้งๆที่บาดแผลอยู่บริเวณผิวหนัง

การบริหารร่างกาย (exercise)

การบริหารร่างกายในผู้ป่วยBurn สามารถทำได้หลายวิธีตามสภาพของผู้ป่วย

1.Passive exercise การทำการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วย ทำได้โดยนักกายภาพบำบัดเป็นผู้ทำให้ในรายที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองหรือไม่ให้ความร่วมมือ ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช้ความรุนแรง (gentle passive exercise) เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดการเกร็งต่อต้าน (Protective muscular spasm) ซึ่งจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเจ็บหรือกลัว จึงควรเริ่มด้วยการอธิบายให้ผู้ป่วยเพื่อไม่ต่อต้าน และเริ่มขยับด้วยองศาการเคลื่อนไหวน้อยๆ และค่อยๆเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวจนได้เต็มพิสัย

-auto passive exercise ให้ผู้ป่วยเป็นผู้ทำการเคลื่อนไหวให้ตนเอง เช่น ใช้มือข้างหนึ่งจับอีกข้างหนึ่ง วิธีนี้ช่วยลดการต่อต้านของผู้ป่วยและทำได้ตลอดเวลา

-equipment เป็นการทำ passive exercise โดยใช้อุปกรณ์ เช่น  รอก สปริง suspension จักรยาน และอุปกรณ์การออกกำลังกายอื่นๆ ซึ่งควรจัดให้มีภายในหน่วยรักษาผู้ป่วย Burn

2.Active exercise สอนและกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำการบริหารให้มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อทุกส่วนโดยเน้นให้ทำบ่อยๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นการเคลื่อนไหวมากกว่าการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ ถ้าผู้ป่วยทำด้วยตนเองแล้วได้มุมการเคลื่อนไหวไม่เต็มที่ นักกายภาพบำบัดอาจช่วยบางส่วน เป็น Assisted exercise ในรายที่ผู้ป่วยกลัวเจ็บหรือเกร็งต้าน เทคนิค hold relax จะช่วยเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวได้ดี

3.Stretching exercise เป็นการบริหารเพื่อยืดส่วนที่ตึงหรือมีการหดรั้ง อาจทำได้โดยให้ผู้ป่วยยืดเองหรือนักกายภาพบำบัดยืดให้ในระดับที่ไม่เจ็บปวดแล้วตามด้วย Splinting

Contraindication foe exercise

ผู้ป่วยที่มีอาการหรืออยู่ในภาวะต่อไปนี้ห้ามทำการ exercise ทั้ง.Active และ passive

  1. Exposed joint, rupture tendon
  2. Thrombophlebitis
  3. Deep vein thrombosis
  4. Compartment syndrome
  5. Skin graft ที่ยังไม่ติดดี
  6. Fracture, dislocation ระยะห้ามเคลื่อนไหว

การยืนและเดิน (Ambulation)

ผู้ป่วยที่มีบาดแผลบริเวณขาเมื่อบาดแผลหายใหม่ๆ เมื่อลุกขึ้นยืนหรือเดินใหม่ๆอาจมีอาการต่อไปนี้

  1. หน้ามืดเป็นลม
  2. ปวดบริเวณแผล
  3. มีเลือดออกบริเวณแผล

อาการที่กล่าวมานี้เกิดจากการที่เลือดไหลเวียนลงมาขามาก (Venous pooling) แต่ไหลกลับได้ช้า อาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดย

  1. Pumping exercise
  2. Bandaging พันผ้ายืดตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงต้นขาหรือใส่ถุงผ้ายืด
  3. ค่อยๆปรับความดันจากไขเตียงขึ้นนั่ง นั่งห้อยขาบนเตียงก่อนที่จะนำผู้ป่วยลงยืนและเดินต่อไป

1.5 กายภาพบำบัดเพื่อลดการนูนของแผลเป็น (Hypertrophic scar)

หลังจากบาดแผลหายใหม่ๆจะเป็นแผลเป็น (Scar) และแผลเป็นนี้จะนูนเป็น Hypertrophic scar ซึ่งนอกจากจะดูไม่ดีแล้ว แผลเป็นนี้จะมีความเหนียวและตึงมาก ทำให้เกิดการดึงรั้งของข้อต่อทำให้ผิดรูป ถ้าเป็นบริเวณลำตัวก็จะดึงให้ตัวงุ้มงอเสีย Posture  จึงควรป้องกันตั้งแต่บาดแผลเริ่มสมานโดยใช้ Pressure garment ร่วมกับ Stretching exercise ระวังไม่ให้มีการเสียดสีเพราะผิวหนังยังใหม่ง่ายต่อการพุพอง

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

More

ตอนที่190: Varicose Vain

Varicose Vein

อุบัติการณ์ของโรค

โรคนี้มักพบในสตรี   อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ  น้ำหนักตัว  จำนวนบุตร  ความสัมพันธ์กับอาชีพที่ต้องยืนนั้น  พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่แน่นอน  เช่นยืนน้อยอาจเป็นได้  ยืนมากอาจเป็นน้อยกว่า   อย่างไรก็ตามพบว่าการยืน   หรือนั่งนานๆ  ก็มีส่วนที่ทำให้เกิด

การดู

การดูตำแหน่งเส้นเลือดขอดสามรถที่จะบอกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดเส้นเลือดขอดได้   เช่น เส้นเลือดขอดที่เกิดจาก  Long sapheneous  vein   จะพบอยู่ทางด้านในของขา  ส่วนถ้าเป็นเส้นเลือดขอดจาก  short  sapheneous  vein   เป็นผลมาจาก  incompetent  perforators   ผู้ป่วยจะมีลักษณะของเส้นเลือดขอดใต้ต่อตำแหน่งที่มี  incompetent  perforators  ลงมา   อาการของเส้นเลือดขอดจะเห็นเส้นหลอดเลือดดำโตและคดเคี้ยวเมื่อผู้ป่วยยืน  และจะหายไปเมื่อผู้ป่วยนอน

การคลำ

ตรวจโดยวางมือไว้บริเวณใต้ต่อหลอดเลือดดำที่ลิ้นเสีย   เมื่อผู้ป่วยไอจะรู้สึกเหมือนว่ามีคลื่นกระทบนิ้ว  โดยเฉพาะว่าถ้าเส้นเลือดขอดเกิดจาก  saphenofemoral   incompetence  การให้ผู้ป่วยไอจะคลำได้คลื่นกระทบมือที่บริเวณของ  saphenofemoral   incompetence  เด่นชัดมาก

การตรวจ Tourniquet  test  สามารถบอกถึงตำแหน่งที่มีความความผิดปกติของลิ้นที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดที่ลึกและตื้น   วิธีการนี้ทำได้โดยให้ผู้ป่วยนอนราบและยกขาสูง   หลังจากนั้นหลอดเลือดที่อยู่ในในเส้นเลือดขอดจะแฟบลงเพราะเลือดไหลกลับจากการยกขาสูง   จากนั้นให้ผู้ป่วยคงขาไว้เช่นนั้นและผู้ป่วยทำการรัดสายวัด  ในตำแหน่งบริเวณต้นขาและหลังจากนั้นให้ผู้ป่วยยืนและผู้ตรวจสอบจะสังเกตการโป่งของเส้นเลือดขอดอีกครั้งหนึ่งว่าเกิดบริเวณใด   ถ้าเส้นเลือดขอดเกิดบริเวณต่ำกว่าสายรัดที่อยู่นั้นบ่งบอกถึงว่ามีการติดต่อของหลอดเลือดดำส่วนลึกกับส่วนตื้นใต้ต่อที่รัดนั้นไว้  ถ้ามีการโป่งพองของหลอดเลือดดำที่เหนือกว่าสายรัดแสดงว่ามีการติดต่อที่ผิดปกติของหลอดเลือดดำลึกกับตื้นเหนือจุดที่รัด   ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ   มีการรั่วของลิ้นที่  saphenofemoral  junction  ส่งผลให้เกิด reflux ลงมา

การอุดตันของหลอดเลือดดำ  (  Acute   venous  thrombosis   )   แบ่งกว้างได้เป็น  2  ประเภท   คือ  การตีบของหลอดเลือดตื้นกับหลอดเลือดลึก    การอุดตันของหลอดเลือดดำมักเป็นผลมาจากการอักเสบของหลอดเลือดดำและสามารถวินิจฉัยได้ไม่ยาก   ผู้ป่วยมักมีอาการตามแนวของหลอดเลือดดำและมักจะมีผิวหนังที่ปกคลุมอยู่บนเหนือต่อหลอดเลือดดำเหล่านี้แดงเป็นทางตามแนวหลอดเลือดดำ   อาการดังกล่าวมักเกิดหลังการแทงเข็มหรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ    อาการดังกล่าวควรวินิจฉัยแยกออกจาก  Skin nodule  การตีบของหลอดเลือดลึกสามารถแบ่งออกได้เป็นกว้าง ๆ  ที่เกิด   DVT    คือ popliteal  vein   และ  iliofemoral   vein  ผู้ป่วยที่มี  popliteal  vein   ผู้ป่วยจะมีอาการบวมของขา  ปวดขา  และร้อนบริเวณน่อง    เมื่อผู้ตรวจพยามทำการกระดกข้อเท้า   ผู้ป่วยจะมีอาการปวดขามาก   ในการตรวจวิธีการดังกล่าวต้องระมัดระวังเพราะการตรวจดังกล่าวเป็นการทำให้หลอดเลือดดำตึง   ผู้ป่วยอาจมีการกระตุกของก้อนเลือดในหลอดเลือดดำและเป็นสาเหตุการเกิดหลอดเลือดในปอดตีบตันได้   แต่ในผู้ป่วยซึ่งเป็น  iliofemoral   vein  ผู้ป่วยจะมีอาการบวมของขาทั้งขารวมถึงต้นขาและน่องและมักมีเส้นเลือดดำโป่งที่ผิวหนังร่วมด้วย   สีของขาอาจเหมือนปกติ   แต่มักจะมีไข้เล็กน้อย  ผุ้ป่วยจะมีอาการบวมของขาทั้งสองข้าง  และผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยอาจจะมีอาการของ  Phlegmasia  cerulean  dolens  ซึ่งจะมีการบวมของขาอย่างมากและผู้ป่วยจะปวดขามากและขาคล้ำ   ในที่สุดจะมีเท้าเน่าเกิดขึ้น

Postphlebitic   syndrome

เกิดจากการมีการคั่งของเลือดในหลอดเลือดดำเป็นเวลานาน  อาจจะเกิดจาการซึ่งมีการอุดตันของหลอดเลือดดำ   เช่น  iliofemoral  thrombosis  หรืออาจเกิดจากการมีลิ้นในหลอดเลือดดำเสียทำให้เลือดไหลกลับมาเป็นเวลานานเช่นเดียวกับเส้นเลือดขอดนั้นเองซึ่งอาการทั้งสองอย่างจะทำให้เกิดความดันสูงในหลอดเลือดดำ   ในผู้ป่วยดังกล่าวจะมีอาการบวมของขาโดยเฉพาะบริเวณรอบๆ  ข้อเท้าผิวหนังจะมีสีน้ำตาล   ผิวหนังจะหนาขึ้น  และในที่สุดจะเกิดแผลบริเวณด้านในของขา   โดยเฉพาะข้อเท้าเหนือตาตุ่ม   แผลในโรคนี้จะตื้น   และมีเนื้อเยื่อสีชมพูที่ก้นแผลมาก   น่าสังเกตว่า  แผลลักษณะนี้จะต่างจากแผลจาการขาดเลือดในหลอดเลือดแดงจะแห้งๆ     ผู้ป่วยในกลุ่มนี้การคลำอาจจะบอกสาเหตุของการที่มีหลอดเลือดอุดตัน   เช่นการคลำท้องแล้วพบก้อนเนื้องอก    สิ่งนี้อธิบายได้ว่าการมีเนื้องอกไปกดทับหลอดเลือดเหล่านั้นทำให้อุดตัน

การตรวจพิเศษ

  • การตรวจพิเศษ ในผู้ป่วยเส้นเลือดขอดมีด้วยกัน 3 อย่าง
  • Yaricogaphy ทำได้โดยการใส่สายเข้าไปบริเวณปลายของเส้นเลือดขอดหลังจากนั้นฉีดสี แล้วถ่ายภาพรังสี  จะแสดงจุดที่มีการต่อระหว่าง  superticial กับ  deep  system การศึกษานี้มักจะใช้กรณีที่ผู้ช่วยกลับมาเป็นเส้นเลือดขอดอีกครั้งหนึ่ง ( Recurent  varicbse  yein )  ข้อเสียของ aricomphy คือเป็นวิธีตรวจที่ myasiye มีโอกาสเสี่ยงการเกิด DY  และผู้ป่วยต้องรับการฉีดสี  ซึ่งอาจมีการแพ้ ร่วมกับมีโอกาสได้รับอันตรายจากการได้รับรังสีร่วมด้วย
  • Continuous wave Doppler ( C W D ) วิธีการนี้สามารถเพิ่มข้อมูล ในการวินิจฉัยและบ่งถึง ตำแหน่งที่มีการรั่วของลิ้นได้  ทำโดยการใช้หัว Doppler วางบนหลอดเลือดดำที่สงสัยว่ามีลิ้นผิดปกติเช่น saphonofemoral junction หลังจากนั้นให้บีบและคลายกล้ามเนื้อน่อง การพบว่าฟังได้การไหลของเลือดกลับมา > 5 วินาทีในช่วงคลายมือ ( prolong reverse of  flow )  สามารถบ่งถึงตำแหน่งนั้นได้

อาการที่บ่งว่าจะเป็นภาวะหลอดเลือดเลือดที่ขาอุดตัน ( Pretest Probability for DVT, Wells score )

  • มะเร็งที่กำลังได้รับการรักษาภายใน 6 เดือน
  • อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือไม่ขยับขาเลยจากการใส่เฝือก
  • ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงนาน >3 วัน หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 1 เดือน
  • มีอาการปวดขา ไปตามหลอดเลือดดำที่ถูกอุดตัน
  • ขาบวมทั้งสองข้าง
  • ขาบวม > 3 ซ.ม. เมื่อเปรียบเทียบกับขาข้างปกติ
  • ขาบวมกดบุ๋ม
  • มีหลอดเลือดดำชั้นตื้นโต ( Collatateral superficial veins ( nonvaricose )
  • ไม่มีโรคอื่นที่สามารถอธิบายอาการของผู้ป่วยได้

การรักษา   ส่วนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

  1. Conservative treatment ทำได้โดยเวลานอนให้ยกขาสูงกว่าตัวเล็กน้อยและใช้ถุงน่องรัดที่ขาเวลาเดินหรือยืน   นอกจากในผู้ป่วยที่มีอาการจากเส้นเลือดขอดรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนจากเส้นเลือดขอด      จึงควรรักษาโดยการฉีดสารระคายเคืองหรือการผ่าตัด
  2. การฉีดสารระคายเคืองเข้าหลอดเลือด ( Sclerotherapy )   ควรใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีส้นเลือดขอดเล็กๆ  อยู่ใต้เข่า   หรือผู้ป่วยผ่าตัดแล้วแต่ยังมีเส้นเล็กๆ  เหลืออยู่   ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดขอดที่เหลืออยู่หายไปได้   หลักการรักษาคือ  แพทย์จะฉีดสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นเลือดขอด   ส่งผลให้เกิดการอักเสบตามมาและหลังจากนั้นแพทย์จะทำการรัดขาบริเวณที่ฉีดสารระคายเคือง   โดยผ้าพันขานานประมาณ  3  สัปดาห์    ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบรุนแรง   แล้วเข้ามาเปรียบกันเหมือนกาวถาวร   ทำให้เส้นเลือดที่โป่งขยายนั้นตีบลงได้และเส้นเลือดขอดจะหายไปในที่สุด
  3. การผ่าตัด ต้องประกอบด้วย   2  ส่วน คือ
    –  เป็นการตัดการเชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดดำลึกกับตื้นที่มีการต่อกันโดยตรง
    –  กำจัดหลอดเลือดที่เป็นเส้นเลือดขอดอยู่ที่ขาได้โดยการทำ  venous  stripping  และ  vein
    avulsion   การรักษานี้เป็นการกำจัดทั้งตัวเส้นเลือดขอดและสาเหตุที่ทำให้เป็นเส้นเลือดขอด
    3.1  วิธีการผ่าตัดเส้นเลือดขอดของ   Long  sapnemous   vein
    3.2  วิธีการผ่าตัดในเส้นเลือดขอดของ   Short  sapnemous   vein

ผลของการรักษา

โอกาสที่เส้นเลือดขอดจะกลับมาใหม่    หลังจากใช้การพันขาอย่างเดียว   พบว่ามากกว่า  90 % ส่วนในผู้ป่วยที่ไม่ได้ทำการดึงหลอดเลือดที่โป่งบริเวณต้นขาออก   โอกาสกลับมาเป็นใหม่  35 %   แต่ถ้าทำการดึงเส้นเลือดดำที่ต้นขาออก  โอกาสกลับมาเป็นใหม่พบแค่  20 %  สาเหตุส่วนใหญ่ของการกลับมาเป้นเส้นเลือดขอดใหม่คือการผ่าตัดครั้งแรกนั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

วิธีการป้องกัน

  1. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และเป็นประจำ  เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเลือด
    2.  ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  เพราะถ้าน้ำหนักเยอะจะทำให้การหมุนเวียนของเลือดไม่ดี
    3.  ไม่ควรนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานๆ
    4.  ไม่สูบบุหรี่   และถ้ายังสูบบุหรี่อยู่ควรงดอย่างถาวรจะดีที่สุด
    5.  ถ้าเป็นโรคประจำตัว  เช่น  โรคเบาหวาน   โรคความดันโลหิตสูง   หรือมีไขมันสูง   ควรได้รับการรักษา
    ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    6.  หลีกเลี่ยงการรับประทายยาที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว  เช่น  ยาลดน้ำมูกบางชนิด
    7.  ผู้หญิงที่มีปัญหาในภาวะ  Reynaud’s  phenomenon  ควรหลีกเลี่ยงการรับประทายยาคุมกำเนิดในบางราย
    8.  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นเลือด   ได้แก่  ผัก  ผลไม้  และอาหารเสริมที่ควรรับประทาน  คือ
    วิตามินเอ  วิตามินซี  วิตามินบี 3  กรดอะมิโน   สมุนไพรต่างๆ   แปะก๊วย  โสม  น้ำมันปลา

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่189: เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนังเพื่อลดปวด (TENS)

เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนังเพื่อลดปวด

(Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation, TENS)

– เป็นกระแสไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทผ่านผิวหนังเพื่อลดบวม

– phase duration ~80-500 µs โดยมีค่าความเข้มข้น ~50-100 mA และมีค่าความถี่ตั้งแต่ 2-150 Hz

– ลักษณะรูปคลื่นมีหลายรูปแบบขึ้นกับบริษัทที่ผลิต บางเครื่องเป็น monophasic บางเครื่องเป็น symmetrical biphasic หรือ asymmetrical biphasic pulse

– ส่วนใหญ่ให้ผลในการลดปวด โดยกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกมากกว่ากระตุ้นเส้นประสาทยนต์

ชนิดของ TENS ซึ่งขึ้นกับคุณสมบัติของพารามิเตอร์

  1. Conventional TENS หรือ HI-TENS

                มีความถี่ประมาณ 50-150 Hz ช่วงกระตุ้นแคบ โดยเพิ่มความเข้มข้นของกระแสไฟฟ้าจนกระทั่งผู้ป่วยรู้สึก โดยไม่ผ่านการหดตัวของกล้ามเนื้อขณะกระตุ้น การตั้งค่าพารามิเตอร์นี้พัฒนามาจากพื้นฐานของทฤษฎี “gait control” พบถ้าการกระตุ้นแบบ conventional mode นี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบาย แม้ว่าช่วงเวลาที่อาการปวดลดลงนี้จะสั้นและเกิด accommodation ต่อตัวกระตุ้นสูง ถ้าเปรียบเทียบกับอันอื่นนั่นคือ เมื่อกระตุ้นได้ 5-10 นาที ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าความรุนแรงของกระแสไฟฟ้าลดลง แต่ความเป็นจริงคือ ผู้ป่วยเริ่มเกิดความเคยชินต่อการรับรู้ (perception) ของความแรงของตัวกระตุ้นจนความรู้สึกเปลี่ยนไป

  1. Acupuncture-Like or Lo-TENS

จะมีความถี่ประมาณ 1-4 Hz, pulse width > 200 µs โดยเพิ่มความเข้มของกระแสไฟจนถึงระดับ “patient tolerance” เป็นเวลา 20-30 นาที ต่อครั้ง ต่อวัน และทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง

  1. Brief, Intense TENS

จะมีความถี่มากกว่า 100 Hz, pulse width 150-250 µs (ความถี่สูงช่วงกระตุ้นยาว)ตั้งความเข้มข้นของกระแสไฟจนถึงระดับสูงสุดที่ผู้ป่วยจะทนได้หรือเรียกว่าระดับ “patient tolerance” การกระตุ้นนี้จะไปลด activity ของ A delta, C fiber ทำให้ conduction velocity ช้าลง

  1. Burst, or Pulse-train TENS

เป็นการผสมผสานกันระหว่าง Hi-TENS กับ Lo-TENS คือมี High frequency ในลูกเล็กๆ (70-100 Hz) และในลูกใหญ่ (1-4 Hz) มักให้ผลในการรักษาดี เพราะผู้ป่วยรู้สึกสบายไม่เจ็บมาก

  1. Modulated TENS

                คือการมี pulse width และ pulse rate ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเชื่อว่ามีผลในการป้องกันการปรับตัว (adaption) ของใยประสาทต่อกระแสไฟ

ข้อบ่งชี้ทางคลินิก

อาการเจ็บปวดระยะเฉียบพลัน  (acute pain)

การรักษาผู้ป่วยที่มีระยะเฉียบพลันมักจะได้ผลดีเมื่อรักษาด้วย conventional TENS (Hi-TENS) โดย TENS จะป้องกันการเกิดความเจ็บปวดจากการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อในรายที่ยังมีความเจ็บปวดอยู่แต่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย TENS จะถูกนำมาใช้ใน minor sport injury เช่น mild shoulder contusion, rib contusion, ankle sprain อย่างไรก็ตามนักกายภาพบำบัดควรมีความระมัดระวังและคำนึงถึงผู้ป่วยที่เป็นโรค rheumatoid และการบาดเจ็บในนักกีฬาเนื่องจากความเจ็บปวดอาจมีประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้ส่วนนั้นๆของร่างกายถูกใช้งานมากเกินไปเพราะฉะนั้นการกระตุ้นด้วย TENS ควรใช้หลังช่วงที่มีการป้องกันไม่ให้ส่วนนั้นๆเคลื่อนไหวหรือใช้งานมากเกิน อาการเจ็บปวดระยะเรื้อรัง

ปัญหาทางคลินิกของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดระยะเรื้อรัง (chronic pain) ที่ต้องระมัดระวังคือผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพายา เช่น พวกที่มีปัญหาทางจิตเวชหรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง (behavior disturbances) นอนไม่หลับ ไม่อยากอาหาร บางคนจะมีการลดลงของ pain tolerance และ มีการขาดสาร นอกจากจะลดปวดแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่พึ่งยามากเกินไป รักษาหายแล้วได้ผลดีในกรณี เช่น LBP, rheumatoid arthritis, degenerative joint disease, causalgia, peripheral neuropthy, peripheral nerve injury, phantom pain, CA, migrate headache

 

กลไกและทฤษฎีความเจ็บปวด

ทางเดินประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด (Pain pathway)

Nociceptors

  1. Cutaneous nociceptors เครื่องรับการกระตุ้นซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดที่อยู่บริเวณ cutaneous แบ่งเป็น

A.A delta fiber   – small myelinated nerve fiber

– ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นเชิงกลที่รุนแรง (High threshold)

– ส่งกระแสประสาทความรู้สึกเจ็บปวดด้วยความเร็ว (Fast pain) รู้ตำแหน่งที่แน่นอน ลักษณะเป็น pricking pain

B.C fiber/free nerve ending            – unmyelinated nerve fiber

– ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นเชิงกล หรือตัวกระตุ้นที่เกิดจากอุณหภูมิร้อน-เย็น (thermal stimuli) หรือตัวกระตุ้นที่เกิดจากสารเคมี (chemical stimuli) ที่รุนแรง

  1. Nociceptors ใน somatic structure อื่นๆ
  2. muscle, fascia, tendon

– c fiber ตอบสนองต่อสารเคมีต่างๆ ความร้อน แรงกด (strong pressure) การหดค้างของกล้ามเนื้อ การขาดเลือดมาเลี้ยง (ischemia)

– A delta เป็นการตอบสนองที่เลือกลักษณะตัวกระตุ้น เช่น แรงกด การหดค้างของกล้ามเนื้อ สารเคมีอื่นๆ เช่น bradykinin

  1. Joint

– A delta จะอยู่ที่ capsule,fat pad,ligament

กลไกทางเดินเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดใน dorsal horn

Sensory afferent fiber (A delta. C fiber )            Wide dynamic range cells(WDR),Noxious stimiuli neuron

* Inhibitory neurons             SG inhibitory neuron

1.เซลล์ประสาทที่ปล่อยสาร gamma aminobutyric acid (GABA) มีความสำคัญต่อกลไกการยับยั้งระดับ segmental

2.enkephalin หลั่งออกมาในระดับ dorsal horn เพื่อยับยั้งการส่งกระแสประสาทที่เกิดจาก noxious stimuli โดยการขัดขวางการปล่อยสารสื่อประสาทที่presynaptic ของกระแสประสาทนำเข้า เช่น substance P

3.Serotonin and norepinephrine ช่วยลดความไวของ WDR and noxious stimuli neuron ซึ่งสารนี้อาจถูกปล่อยจากเซลล์ประสาทยับยั้งขาลง

 

189

Spinothalamic tracts

  1. Neospinothalamic tract
  • Synapse น้อย ส่งกระแสไว (รับความรู้สึกไว พวก acute pain)
  • เส้นประสาทนี้ทำหน้าที่แยกแยะลักษณะต่างๆของความรู้สึกเจ็บปวด เช่น ความรุนแรงของตัวกระตุ้น ระยะเวลาในการกระตุ้น บริเวณที่มีการกระตุ้น
  1. Paleospinothalamic tract
  • Synapse มาก ส่งกระแสประสาทได้ช้า
  • เกิดร่วมกับอารมณ์ที่ไม่พึงพอใจและการตอบสนองโดยอัติโนมัติต่อความเจ็บปวด
  1. Spinoreticular tract
  2. Spinomesencephalis tract
  • ไม่สามารถแยกแยะคุณลักษณะของความรู้สึกเจ็บปวดได้
  • อาจกระตุ้น desceridmg inhibitory activity
  1. Spinocervical tract
  • วิ่งตรงขึ้น lateral cervical nucleus
  • สิ้นสุดที่ thalamus ด้านตรงข้าม
  1. ใยประสาทบางเส้นที่อยู่ใน dorsal column จะตอบสนองต่อตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด

Descending control (คำสั่งที่วิ่งลงมาเพื่อระงับการปวด)

Descending Serotohinergic Inhibitory Fiber

Descending Adrenergic Inhibitory Fiber (หลั่งสารฝิ่น)

189 2

 

*PGA- Periaqueductal Gray ใน brain stem

*NRM- Nucleus Raphe Magnus

*MRF- Medullary Reticular Formation

*DLF- Dorsolateral Funiculus

 

 

การควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด (Control of Pain)

  1. Gate control theory

มีผลทั้ง A delta และ C fiber ใน posterior horn จากการกระตุ้น mechanoreceptor ของ A bata fiber ด้วยความถี่สูง ด้วยความเข้มของกระแสไฟฟ้าระดับที่ไม่ทำให้ผู้ถูกกระตุ้นรู้สึกเจ็บ

(Subpain threshold) จะทำให้กระแสไฟฟ้าจาก A beta เอาชนะกระแสไฟฟ้าที่มาจาก A delta,

C fiber ด้วยเครื่องกระตุ้นชนิด Hi-TENS,IFC ช่วงความถี่สูง 100-150 Hz

 

189 3

การกระตุ้นเส้นประสาทเส้นใหญ่ (A beta) จะช่วยลดปวดได้โดยการ ส่งกระแสประสาทไปเร้าที่ SG เพื่อให้ SG cell เป็นตัวทำหน้าที่ยับยั้งการส่งผ่านของใยประสาท A delta,C fiber ที่ไปกระตุ้น T cell และตัวมันก็ทำหน้าที่ยับยั้ง T cell โดยตรง ซึ่งงเรียกการยับยั้งลักษณะนี้ว่า “Gate close”

ตรงกันข้าม small fiber จะไปลดการทำงานของ SG cell และไปเพิ่มการทำงานของ T cell เพื่อให้กระแสไฟฟ้าที่นำความเจ็บปวดส่งผ่านไปยังสมอง เรียกว่า “Gate open”

  1. Morphine type

มีผลต่อ C fiber โดยการไปกระตุ้น A delta fiber ด้วยความถี่ต่ำและใช้ความเข้มของกระแสไฟระดับ strbpain tolerance (รู้สึกเจ็บจนแทบทนไม่ไหว) ด้วยเครื่องกระตุ้นชนิด Lo-TENS หลั่งกระตุ้นจะมีการหลั่งสาร neurotransmitter คือ encephalin,beta-endorphin

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

 

 

More

ตอนที่188: Suspension

Suspension

1.basic principle : เป็นการออกกำลังกายซึ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายถูกแขวนอยู่ในอากาศโดย

เชือก,sling โดยใช้ผลของ gravity และ friction เป็นตัวทำให้เกิดการเคลื่อนไหว

อุปกรณ์

  1. เชือก , pulley
  • Single rope มีรูไม้สองรู
  • Double rope มีรูที่ไม้สามรู ใช้ยกหรือsupport trunk  heavy  Les
  1. Sling

–      single sing, ใช้ support limbs

–      Double sling ; ใช้ support pelvis,thorax thing

–      Thred-ring sling ; ใช้ support wrist, hand ,ankle , foot

–      Headsling ; ใช้ support head มีรูตรงกลางเป็นที่อยู่ของ occipital เพื่อ fix ไว้ให้อยู่กับที่

  1. spring เพื่อเพิ่ม resistance หรือใช้ร่วมกับ suspension หรือใช้ ascist

Type

  1. Vertical fixation (pendular fixation ) ; ใช้ support บางส่วนของร่างกาย

: เอา sling ต่อเชือกแล้วแขวนไว้บนตำแหน่ง central of gravity

: ได้ในช่วงการเคลื่อนไหวเล็กๆ

  1. Axial fixation  ; แขวนไว้ตรงกับ joint ที่จะให้มีการเคลื่อนไหวเลย

: move ได้ใน flat plane หรือ plane ที่ขนานกับพื้นซึ่งจะไม่มี gravity มาเกี่ยวข้อง

: สามารถเคลื่อนไหวได้ในช่วงกว้างๆ

: สามารถปรับให้ assist หรือ resist ได้

หลักการ

  • เลือก position ที่เหมาะสมที่จะให้เกิด movement ที่ต้องการ และจัด sling ให้อยู่ตำแหน่งที่เหมาะสม
  • แขวนเชือกตรงตำแหน่งที่ต้องการบน suspension frame จากนั้นต่อเชือกจาก sling
  • ปรับความยาวของเชือกโดยเลือกที่ wooden cleat โดยเริ่มแขวนจาก ก่อน distal

Note : หากต้องการแขวนเพื่อให้เกิดแรงต้านในทิศใดให้แขวนจุด fixed point ไปในทิศตรงกันข้ามกับ action ที่จะให้ทำ เช่น หากต้องการทำ abduction โดยให้มีแรงต้านด้วย fixed point ควรแขวนเยื้องไปทางทิศ adductors หรือหากต้องการทำ abduction โดยให้มีแรงต้านของ gravity ร่วมกับ แรงต้านของ sling สามารถทำได้ในท่านอนตะแคง เป็นต้น

หากต้องการแขวนเพื่อให้เกิดแรงช่วยในทิศใดให้แขวนจุด fixed ไปในทิศทางเดียวกับ action ที่จะให้ทำ เช่น หากต้องการทำ abduction โดยให้มีแรงต้านด้วย fixed point ควรแขวนเยื้องไปทางทิศของ abductors เป็นต้น

Indication

  1. Increase of maintain ROM
  2. ใช้เพิ่มหรือคงกำลังกล้ามเนื้อของร่างกาย
  3. ใช้เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวสำหรับผู้ป่วยที่มีกำลังกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  4. ใช้รองรับหรือพยุงส่วนต่างๆของร่างกาย

Contraindrcation

ข้อห้ามข้อควรระวังของการใช้ suspension นั้นให้พิจารณาเป็นรายบุคคลว่าเหมาะสมจะใช้เครื่องมือนั้นหรือไม่ เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยงการใช้แบบ resisted เป็นต้น

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994ตอนที่18

More

ตอนที่187: ข้อไหล่เลื่อนหลุด (Shoulder Subluxation)

ข้อไหล่เลื่อนหลุด (Shoulder subluxation)

ข้อไหล่เคลื่อนหลุด (shoulder subluxation) ภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกหมายถึงการเพิ่มขึ้นของระยะระหว่างหัวของกระดูกต้นแขน (humerus) และเบ้า (glenoid fossa) ของกระดูกสะบัก ในภาวะปกติความมั่นคงของข้อไหล่ขึ้นอยู่กับการทำงานของกล้ามเนื้อ เอ็นรอบข้อไหล่และเยื่อหุ้มข้อไหล่ เมื่อเกิดภาวะอัมพาตครึ่งซีกและกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อ่อนแรงจะทำให้ head of humerus แยกออกจากเบ้า glenoid fossa มากขึ้น ตามปกติการเกิดข้อไหล่เคลื่อนห่างออกจากกันนี้ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและช่วงการเคลื่อนไหวขณะทำ passive movement อาจเป็นปกติ แต่ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้อไหล่ได้ง่ายและส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดตามมา ภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดส่งผลให้กลไกการเคลื่อนไหวของข้อไหล่เปลี่ยนแปลง น้ำหนักของแขนจะดึงยืดกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และเส้นเลือดและเนื้อเยื่ออื่นๆรอบข้อไหล่จนอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและปัญหาอื่นๆได้แก่ ข้อไหล่ติด, ข้อไหล่เจ็บ, เกิดการบาดเจ็บของ brachial’s plexus, reflex sympathetic dystrophy, adhesive changes และ subaromial impingement ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดควรได้รับการดูแลโดยการจัดให้ข้อไหล่อยู่ในภาวะที่เนื้อเยื่อไม่ถูกดึงยืด และการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบข้อ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลไก locking mechanism ไม่สามารถเกิดได้ตามปกติ ในภาวะปกติเบ้า glenoid fossa ของกระดูกสะบักจะวางตัวอยู่ในลักษณะ upward, forward และ laterally เพื่อรองรับ head of humerus ขณะแขนห้อยข้างลำตัวเยื่อหุ้มข้อและเอ็นข้อไหล่ทางด้านบนจะตึงส่งผลให้เกิดแรงดึงของกระดูกต้นแขนเคลื่อนต่ำลงมา กลไกดังกล่าวนี้เป็นเหมือน locking mechanism ของข้อไหล่ที่ช่วยเสริมความมั่นคงขณะห้อยแขนข้างลำตัว กล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการเกิด locking mechanism คือกล้ามเนื้อของกระดูกสะบักที่ทำให้กระดูกสะบักวางตัวอยู่ในลักษณะ neutral หรือมี upward rotation เล็กน้อย เมื่อมีการกางแขนเอ็นและเยื่อหุ้มข้อไหล่ด้านบนจะหย่อนตัวและเกิดการเคลื่อนของกระดูกสะบักและเบ้า glenoid fossa ทำให้ locking mechanism ไม่สามรถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นในขณะกางแขนความมั่นคงของข้อไหล่จึงขึ้นกับการทำงานของกล้ามเนื้อ rotator cuffs และ posterior deltoid เป็นสำคัญ ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกที่มีความตึงตัวของกล้ามเนื้อ trapezius และ rhomboid ต่ำกว่าปกติ (flaccidity) มีการอ่อนแรงของ serratus anterior จะพบว่ามี scapular depression ร่วมกับ downward rotation ของแขนข้างอ่อนแรงขณะพักมากกว่าแขนข้างปกติ การเกิด downward rotation ในขณะทำ abduction ทำให้ locking mechanism ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กล้ามเนื้อ deltoid และ rotator cuffs ไม่สามารถเกิด active force เสริมความมั่นคงของข้อไหล่ได้ ดังนั้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่น่าจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดต่อการรักษาภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก การใช้เครื่องช่วยพยุงข้อไหล่ ระยะที่ความตึงตัวของกล้ามเนื้อในช่วง flaccid เป็นระยะเวลาที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อรอบข้อไหล่ถูกยืด โดยเริ่มให้การดูแลโดยเร็วภายใน 1-2 วันหลังเกิด CVA เครื่องช่วยพยุงไหล่มีรูปแบบต่างๆจำนวนมากได้แก่ Single strap hemisling, Harris hemisling, Bobath shoulder roll, Henderson shoulder ring, Cavalier support, Rolyan humeral cuff sling และ GivMohr sling นอกจากนี้การให้คำแนะนำผู้ป่วยให้จัดที่วางเพื่อรองรับแขนข้างอ่อนแรงเพื่อไม่ให้น้ำหนักแขนดึงยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อไหล่เป็นวิธีการจัดการเบื้องต้นที่ดี การรักษาด้วยไฟฟ้า ในปัจจุบันการรักษาที่ดีที่สุดคือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า พบว่าการกระตุ้นไฟฟ้าช่วยป้องกันการเกิดภาวะข้อไหล่เคลื่อนหลุดได้ดีกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่นถ้าทำในระยะแรกหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าจะไม่ให้ผลในรายที่เป็นมานานแล้ว กล้ามเนื้อที่มักถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าคือ supraspinatus และ posterior deltoid

 

 

 

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.firstphysioclinics.com

>>> เฟิร์สฟิสิโอคลินิกกายภาพบำบัด (FIRSTPHYSIO)

>> > LINE ID: 0852644994

>>> TEL. 085-264-4994

More